ใหญ่ แม่เฒ่าบ้านเจ้าอายุแปดสิบกว่าแล้ว ไม่เสพสุขให้ดี วันๆ เอาแต่ก่อเรื่อง ตอนนี้ก็ถือเป็นบทเรียน จัดการเรือนหลังของเจ้าให้ดีเถอะ”
เขาชะงักเล็กน้อย จากนั้นเอ่ยต่อ
“พวกเราสามสกุลใหญ่ ติดตามแม่ทัพเฒ่า หากศักดิ์ศรีของพวกเราแปดเปื้อนมลทินแล้ว ท่านแม่ทัพเฒ่าก็พลอยเสียหน้าไปด้วย”
เรื่องอื่นๆ เว่ยฝ่างไม่สนใจได้ แต่สิ่งที่เขาใส่ใจที่สุดก็คือท่านแม่ทัพเฒ่า
ความเชิดชูในวัยเยาว์มากพอกระทบชีวิตคนไปทั้งชีวิต ทำให้เขาติดตามอีกฝ่ายไปชั่วชีวิตโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด
“ท่านแม่ทัพเฒ่า ท่านวางใจเถอะ หลังจากข้ากลับไป จะขับไล่พวกเขาออกจากตระกูลซะ!” เว่ยฝ่างตัดสนใจเด็ดขาด
“ต่อไป ตระกูลเว่ยจะไม่มีเว่ยเสียงและเว่ยเมิ่งเจี๋ยอีก! หากแม่เฒ่ายอมใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ ข้าก็จะเลี้ยงดูนาง หากไม่ยินยอม ข้าจะส่งนางไปที่คฤหาสน์ชิงซาน ชั่วชีวิตนี้อย่าได้กลับเมืองหลวงอีก!”
ฉินเฟยหยางหัวเราะ “อย่าเลย แม่เฒ่าบ้านเจ้าไม่มีวันทำตัวสงบได้แน่ เจ้าส่งนางไปเลยเถอะ กันไม่ให้นางหาเรื่องให้เจ้าอีก”
เว่ยฝ่างถอนใจหนักๆ เขารู้ดีว่า คำพูดของฉินเฟยหยางคือความจริง
“เป็นเช่นนี้ ข้าคงได้แต่ส่งนางไป ไม่ว่าจะที่ชิวซานสภาพแวดล้อมย่ำแย่ไปบ้าง แต่หาได้ผิดต่อนาง กันไม่ให้นางก่อเรื่องในเมืองหลวงอีก”
หลายปีมาแล้ว นางควรมีข้อสรุปผิ่นเหยาบ้าง!
“เว่ยฝ่าง ปีนั้น…ตอนเจ้ารับอนุ ข้าเคยห้ามเจ้าแล้ว จนใจที่แม่เจ้าร้องไห้อาละวาดเอาความตายมาขู่ เจ้าเป็นลูก