รือไร”
เจียงฉางเชิงลอบคิดกับตนเอง แต่เขาไม่แปลกใจนัก ฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอนคงตรวจสอบพบว่าเขากำลังศึกษาความรู้แขนงใดอยู่ เขาคิดมาตลอดว่ามรรคาแห่งกรรมดูเหมาะกับฐานะบรรพจารย์แห่งเขาสียนทั้งปวง เพียงนับนิ้วทำนายทุกสรรพสิ่งก็ลำแดงอยู่เบื้องหน้าเช่นนี้จึงจะสมเป็นเซียนที่แท้จริง ผู้ที่อยู่เหนือสามภพ หลุดพ้นจากพันธนาการของธาตุทั้งห้า เจียงฉางเชิงสนทนาสัพเพเหระกับเทพธิดาเชียวเหอรอการมาถึงของบรรพจารย์เสวียนถี ผ่านไปครู่ใหญ่ แสงสีทองสายหนึ่งพลันทอดลงมาจากฟากฟ้า แสงนั้นทอดลงเบื้องหน้าก่อนจำแลงกลายเป็นเมล็ดพีชขนาดมหึมาเมล็ดหนึ่ง เมล็ดอาเปิดออกกลายเป็นบัลลังก์ปทุมาอย่างรวดเร็ว นักพรตเฒ่ารูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งนั่งอยู่บนนั้น มือของเขาถือขวดหยกสีขาวใบหนึ่ง ด้านในเห็นปลากำลังแหวกว่ายอยู่สองตัว”
เจียงฉางเชิงสงสัยใคร่รู้ ผู้บำเพ็ญเซียนตบะแก่กล้าเหล่านี้ชอบนั่งบนดอกบัวกันหมดเลยหรือไร”
บรรพจารย์เสวียนถีลืมตากวาดมองผู้มาฟังคำสั่งสอนทั้งหลาย
“คารวะบรรพจารย์เสวียนถี!”
ผู้มาขอน้อมรับคำสั่งสอนทั้งหลายกล่าวเสียงฉะฉานอย่างพร้อมเพรียง เสียงของพวกเขาผสานรวมกันจนดังกังวานไปมา”
บรรพจารย์เสวียนถีพยักหน้าให้เล็กน้อยแล้วเริ่มโอภาปราศรัย “วาสนาเซียนนำทุกท่านมารวมกัน พานพบก็คือวาสนา ข้าจะสั่งสอนเรื่องกรรม พวกเจ้าจะรับไปได้เท่าใด ขึ้นอยู่กับปัญญาของแต่ละคน”
หนนี้เจียงฉางเชิงสัมผัสได้ว่าเสียงของบรรพจารย์เสวียนถีเต็มไ