ปด้วยพลังแห่งการชักจูงอันยากจะอธิบายเป็นคำ มันทำให้จิตใจของเขานิ่งสงบประหนึ่งบึงน้ำ หลังจากนั้นบรรพจารย์เสวียนถีก็เริ่มเทศนา พลังชักจูงจิตใจสายนั้นเพิ่มพูนมากขึ้น เจียงฉางเชิงฟังไปฟังมาก็จมลงสู่ห้วงวิปัสสนา”
นี่นะหรือคือการเทศนาสอนวิชา มันมิใช่เพียงการกล่าวบอกเล่าหลักวิชา แต่ยังใช้เสียงชักนำให้ผู้ฝึกบำเพ็ญตนทั้งหลายเข้าสู่สภาวะแห่งความรู้แจ้งอีกด้วย ความสามารถนี้แข็งแกร่งนัก เสียงเทศนาสอนวิชาของบรรพจารย์เสวียนถีดังกังวานอยู่ ความสงสัยมากมายเกี่ยวกับมรรคาแห่งกรรมในหัวเจียงฉางเชิงถูกคลี่คลายอย่างง่ายดาย ทั้งยังก่อเกิดความคิดใหม่ๆ”
ไม่นานนักเขาก็จดจ่ออยู่กับสภาวะดังกล่าวจนลืมเลือนสิ้นสิ่งรอบกาย”
“มรรคาแห่งกรรมคือวาสนาแห่งการพานพบและของเกี่ยวจากเหตุสู่ผล จากผลบังเกิดเหตุ เหตุและผลบรรจบแปรเปลี่ยนพลิกผันนานัปการ มิว่าสรรพสิ่งใดๆ ล้วนมีเหตุของมันทั้งสิ้น…”
บรรพจารย์เสวียนถีเทศนาไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นผู้มาฟังเทศนาทั้งหลายก็มีปฏิกิริยาแตกต่างกันไป บางคนใคร่ครวญครุ่นคิด บางคนเผยสีหน้ายินดี บางคนก็อับอายจนพาลโมโหให้ท่าทางเหมือนใกล้จะถกชกหัวตนเอง ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ล้วนหลับตาราวกับจมอยู่ในห้วงฝันที่แตกต่าง”
เจียงฉางเชิงสัมผัสกรรมที่อยู่รอบข้างได้แล้ว บนร่างของผู้มาฟังเทศนาแต่ละรายล้วนมีกรรมพันผูกอยู่นับไม่ถ้วน ทุกผู้คนที่พานพบในชีวิตนี้ขอเพียงเคยเกี่ยวข้องกันล้วนเกิดกรรมต่อกัน ช่างลึกลับซับซ้อน