แต่คำพูดพวกนี้ หลิ่วเฟยหงไม่กล้าพูดต่อหน้าเฟิงหรูชิง เขาปาดเหงื่อบนหน้าผาก ยิ้มแล้วพูดเชิงเอาใจ “องค์หญิง กระหม่อมสั่งสอนอวี้เฉินแล้ว ต่อไปเขาไม่กล้าทำอย่างนั้นอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“คำพูดของข้ามีเท่านี้แหละ ถ้าเจ้าไม่ยอมเอาจดหมายหย่าส่งมาให้ข้าที่จวน ข้าเฟิงหรูชิงจะประกาศให้คนทั้งแคว้นได้รู้ว่าข้าหย่ากับหลิ่วอวี้เฉินแล้ว!”
คราวนี้ ไม่ใช่หลิ่วอวี้เฉินบอกหย่านาง แต่เป็นนางที่บอกหย่าเขา!
เมื่อพูดจบ เฟิงหรูชิงก็เคลื่อนกายอันอวบอ้วนของนางมุ่งหน้าไปยังตำหนักที่ประทับ ร่างกายนี้เทอะทะงุ่มง่าม วันนี้นางเดินไปเยอะมาก ทำให้นางเหนื่อยหอบ หน้าผากอันขาวผ่องของนางเต็มไปด้วยเหงื่อ
แต่…ความรู้สึกที่ได้ลุกลงจากเตียงมาเดินแบบนี้มันช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน ตอนนางอยู่สถานฟื้นฟูผู้ป่วย เป็นเวลานานมากแล้วที่นอนติดอยู่กับเตียงผู้ป่วยไม่ได้ลุกไปไหน
ไกลออกไป เฟิงหรูชิงเห็นชิงหลิงยืนอยู่ที่ประตู นางหันมองไปรอบด้านด้วยความร้อนใจ จนกระทั่งมองไปเห็นเฟิงหรูชิง จึงดูโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด
“ถวายพระบังคมเพคะ องค์หญิง” ชิงหลิงย่อตัวลงถวายการคารวะ
“ชิงหลิง เจ้ามานี่ซิข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า” เฟิงหรูชิงมองไปที่ชิงหลิง มือผลักประตูตำหนักที่ประทับให้เปิดออกแล้วเดินเข้าไป
ชิงหลิงรู้สึกใจตุ๊มๆ ต่อมๆ นางรีบเดินตามเฟิงหรูชิงเข้าไป ความรู้สึกน้อยใจท่วมท้นล้นเอ่อออกมา นางเบ้าตาแดงๆ
“องค์หญิง บ่าวทำผิดอะไรหรือเปล่าเพคะ”