เลยเดินจากไปโดยไม่คิดสนใจสักนิด
“ซือฝูชิง ฉันบอกแกไว้เลย แกรอก่อนเถอะ” จั่วฉิงหย่าพูดอย่างจองหองร้ายกาจว่า “รอพี่เสียนอวี้ลงมือเมื่อไร แกก็จะเหลือแค่ตัว!”
จั่วเสียนอวี้เป็นนักธุรกิจมือฉมัง ต่อให้ปะทะกับคนแก่อายุสี่สิบห้าสิบปีก็ยังไม่เป็นรอง
ในที่สุดซือฝูชิงก็หยุดฝีเท้าลงก่อนจะแย้มยิ้มอย่างลำพองใจ “ฉันจะรอดูแล้วกัน”
เพราะคนพลุกพล่านไปมา จั่วฉิงหย่าจึงจนปัญญาจะทำอะไรได้
ทำได้เพียงกระทืบเท้าพร้อมอารมณ์โมโหจนรากฟันคันยุบยิบ
พอคิดว่าวันนี้ไม่ได้ทำให้ซือฝูชิงอับอายขายหน้า แถมยังทำให้ซือฝูชิงได้เปรียบอีก เธอก็ยิ่งโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ
แต่หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีจั่วฉิงหย่าก็ยังไม่เข็ดหลาบ
“ห้องแต่งตัวไปทางไหน” เธอดึงตัวพนักงานคนหนึ่งไว้ “ฉันจะขอยืมเครื่องสำอางเติมหน้าหน่อย”
พนักงานตกใจ รีบบอกทาง “ทางนี้ค่ะๆ เชิญคุณจั่วทางนี้เลยค่ะ”
จั่วฉิงหย่าแค่นเสียงเย็นชาแล้วหิ้วกระเป๋าเดินออกไป
เธอไม่มีทางปล่อยให้ซือฝูชิงผ่านวันนี้ไปอย่างราบรื่นแน่นอน
**
เบื้องหน้าเวที ไม่นานพนักงานก็รีบจัดสนามการแข่งขันวางสิ่งกีดขวางทุกรูปแบบตามลู่วิ่ง
“ตอนนี้ถึงเวลาที่แต่ละทีมจะต้องเลือกเพลงแล้วครับ” พิธีกรพูดใส่ไมโครโฟน “ถ้าอยากได้เ