“นายท่าน เรื่องนี้ควรจะปิดบังไว้ก่อนหรือไม่ขอรับ”
บุรุษอาภรณ์สีดำเอ่ยถามขึ้นอย่างระมัดระวัง เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อไปว่า “ถึงอย่างไรท่านก็กำลังเผชิญกับ…”
ไทซังคุนหลุนส่ายหน้ากล่าวว่า“ไม่จำเป็นต้องปิดบัง ทั้งยังควรเผยแพร่ออกไปอย่างครึกโครม ให้โลกเทพยุทธ์ได้รับแรงกระตุ้นเสียบ้าง ให้พวกเขาได้รู้ว่าสถานการณ์ของดินแดนทั้งสามพันไม่ได้อยู่ในกำมือของโลกเทพยุทธ์อีกต่อไป จะได้ยุติการต่อสู้ภายในเสียที”
บุรุษอาภรณ์สีดำอยากพูดบางอย่างแต่ก็หยุดไว้
ไทซังคุนหลุนหันหลังกลับแล้วเดินไปยังอาราม ก่อนจะทิ้งคำพูดไว้ว่า“การต่อสู้ของข้ากับเขานั้นที่จริงรู้ผลลัพธ์มาตั้งนานแล้ว สิ่งที่ประมุขภพต้องการมีเพียงข้ออ้างที่จะยุติความวุ่นวายก็เท่านั้น”
มองดูไทซังคุนหลุนเดินเข้าไปในอาราม จากนั้นบุรุษอาภรณ์สีดำก็ลุกขึ้นแล้วสลายตัวหายไป มุดเข้าสู่รอยแยกแห่งความว่างเปล่าอันมืดมิด
ดอกไม้ในลานเริ่มพลิ้วไหวอย่างแผ่วเบา ต้นหน่ออ่อนพากันงอกเงยจากพื้นดินอย่างรวดเร็ว จนแปลงเป็นพืชพรรณอุดมสมบูรณ์ภายในพริบตา
ข่าวการศึกระหว่างมรรคาจารย์และโลกเทพยุทธเริ่มแพร่สะพัดไปทั่ว มหาพิภพจิตจรเมื่อทานเหยียนและผู้ศรัทธาจากเผ่าเหยียนทราบข่าว ต่างก็พากันตื่นเต้นสุดขีด
คำว่าประมุขยุทธสร้างความสะเทือนใจอันใหญ่หลวงให้พวกเขายเป็นอย่างมาก พวกเขาส่งข่าวนี้ไปยังระดับสูงในเผ่าเหยียน จนสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเผ่า
เผ่าเหยียนที่ลังเลมาโดยตลอด ในที่สุ