์ดังขึ้น อวี้ซีเหิงก็ปรากฏตัว
ซือฝูชิงเงยหน้ามอง
ยามนี้เขาสวมเสื้อกั๊กสีเทาอ่อนตัวโคร่งไว้ด้านในแล้วคลุมทับด้วยเสื้อสูทสีดำอีกที
ไหล่กว้างเอวเล็ก ถือว่าเป็นไม้แขวนชั้นดีตั้งแต่กำเนิด
ต่อให้เป็นนายแบบชื่อดังระดับแนวหน้าก็มีรูปร่างสมบูรณ์แบบเทียบเขาไม่ได้
ในมือของขายหนุ่มถือหนังสือไว้เล่มหนึ่ง เขาเปล่งเสียงเรียบดังกังวาน “มาได้เช่นไร”
ถึงแม้จะถามออกไปแบบนั้น ทว่าน้ำเสียงกลับราบเรียบราวกับไม่ประหลาดใจเลยสักนิด
“ที่เมืองซื่อจิ่วน่าเบื่อเกินไป” อวี้ถังเอ่ยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “ฉันเลยออกมาเดินเล่น คิดไม่ถึงว่าอาเก้าจะอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย”
เรื่องที่อวี้ซีเหิงมีบ้านที่เมืองหลิน ไม่มีใครในตระกูลอวี้รู้สักคน
แต่ต้องยกเว้นอวี้ถังเอาไว้
อวี้ถังไม่มีใครเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก อวี้ซีเหิงเลยช่วยดูแลมาระยะหนึ่ง
ถือว่าเฟิ่งซานเองก็เห็นอวี้ถังตั้งแต่เล็กจนโต
เมื่อเขาย้อนนึกถึงวันวานที่กลายเป็นม้าให้เธอขี่ก็รู้สึกปวดใจเหลือเกิน
อวี้ซีเหิงหันไปเอ่ยถามซือฝูชิง “มาทำไม”
เสียงของเขาทุ้มต่ำราวกับความมืดในยามราตรี
ถึงแม้จะถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง ทว่ายังแฝงความน่าเกรงขามไว้อยู่
“หืม” ซือฝูชิงใช้สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง เอ่ยเสียง