แววตาของชายหนุ่มสุขุมแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง
รอยยิ้มของเขาราวกับดวงจันทร์ที่แทรกผ่านกลีบเมฆหลังพายุหิมะสิ้นสุด ชั่ววินาทีนั้นโลกพลันสว่างสดใสขึ้นทันตา
ใบหน้าของเขาชวนมองอยู่แล้ว พอยิ้มทีก็ยิ่งเหมือนกระชากวิญญาณของคนที่พบเห็นออกจากร่าง
เวลานี้ซือฝูชิงถูกเขาจับจ้อง เธอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกะพริบตาปริบๆ พูดขึ้นว่า “เจ้านายก็รู้ประวัติศาสตร์ด้วยเหรอ”
อวี้ซีเหิงเอ่ยเสียงราบเรียบ ฟังไม่ออกว่าอยู่ในช่วงอารมณ์ไหน “เคยอ่านหนังสือประวัติศาสตร์มาบ้าง น่าสนใจไม่น้อย”
“ดีเลย ฉันยังอ่านไม่จบ” ซือฝูชิงเท้าคางตรงพวงแก้ม “รอฉันอ่านจบเมื่อไรค่อยมาขอคำชี้แนะจากเจ้านาย”
อวี้ซีเหิงไม่ได้พยักหน้าหรือส่ายหน้าแต่อย่างใด ทว่าเพียงนั่งดื่มชาด้วยท่าทีสงบนิ่ง
ส่วนอีกมือเคาะโต๊ะเสียงเบา ดวงตาสีดำขลับตกอยู่ในภวังค์
เขาจะไม่รู้เรื่องได้เช่นไร ในเมื่อเป็นยุคสมัยที่เขาเคยเจอมากับตาตัวเอง
บ้านเมืองแห่งนี้ทุกตารางเมตร เป็นสถานที่ที่เขาเคยยืนมองมาก่อน
เพียงแค่เปลี่ยนช่วงมิติเวลาเท่านั้น
คนที่รอบคอบ สติปัญญาเป็นเลิศอย่างฮ่องเต้อิ้นยังไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดหลังจากที่ตนตายไปแล้วถึงได้ฟื้นคืนชีพมาโผล่ในโลกอนาคตหนึ่งพันห้าร้อยปีต่อ