เมฆา เฉินหลี่ส่ายหัวพลางยิ้มอย่างเหนื่อยใจ จากนั้นก็หันตัวตามออกไปด้วย
ในตำหนักเมฆาม่วง เจียงจื๋ออวี้คุกเข่าอยู่หน้าเจียงฉางเชิง หน้าผากแนบจรดพื้น ไม่เหลือมาดของจักรพรรดิสวรรค์แม้แต่น้อย
ไป๋ฉีเผยสีหน้ากังวล สายตาลอกแลกไปมาระหว่างเจียงฉางเชิงกับเจียงจื๋ออวี้แต่ไม่กล้าเอ่ยปาก
ปกตินางอาจแทรกมุกตลกเข้ามาขัดได้ แตยามนี้เกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของผิงอันนางย่อมไม่กล้าส่งเสียง
เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้นมาเอ่ยว่า “ข้ารู้เรื่องนี้แล้ว ออกไปเถิด ต่างคนต่างมีชะตาของตน คนที่ผิงอันเลือกไม่ใช่เจ้าแต่เป็นเจียงเจี้ยน”
เจียงจื๋ออวี้เงยหน้าขึ้น เขาทำท่าเหมือนอยากพูดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบ
“ไม่ต้องเล่นละครแล้ว รีบออกไปเสียไป”
เจียงฉางเชิงไล่อย่างไม่สบอารมณ์ เจียงจื๋ออวี้เห็นเขายังเอ่ยวาจาเช่นนี้ได้ ย่อมหมายความว่าผิงอันยังปลอดภัยดี
เขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะคำนับแล้วเดินออกไป
รอจนเขาออกไปแล้ว ไป๋ฉีก็ถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“สถานการณ์ของผิงอันเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดพลังโชคชะตาจึงขาดหายไปเล่า”
เจียงฉางเชิงหลับตาตอบว่า “ในโลกย่อมมีพลังที่เหนือกว่าพลังแห่งโชคชะตา”
หลังจากนั้นเขาก็ถอดจิตท่องนอกพิภพ ดวงจิตสะกดรอยตามรอยประทับสังสารวัฏของผิงอันไป
บนร่างของผิงอันมีเส้นผมจากวิชามหามรรคาจำแลงกายของเขาอยู่ ในเมื่อมันยังไม่สำแดงเดช อีกทั้งรอยประทับสังสารวัฏยังไม่หายไป เขาจึงไม่สนใจ
แต่ในเมื่อเจียงจื๋ออวี้อุตส่าห์มา