งลูเยี่ย เหยาเวยก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ประการแรกคือเป็นไปตามกฎขององค์จักรพรรดิ ประการที่สองคือข้าเฝ้ารอมานานเกินไปแล้ว และเจ้าเป็นคนเดียวที่ขึ้นมาบนขั้นบันไดหินได้ ข้ากังวลว่าต่อไปจะไม่ได้พบผู้มีวาสนาที่สามารถมาถึงที่นี่ได้อีก”
“แม้ว่าพลังบำเพ็ญของเจ้าจะอ่อนแอเพียงใด ข้าก็หวังว่าเจ้าจะลองดูสักครั้ง”
ลูเยี่ยกลับส่ายหน้าพลางกล่าวว่า
“มิใช่สิ่งที่ข้าปรารถนา มิอาจฝืนใจกระทำได้”
เหยาเวย “…”
ก่อนหน้านี้นางเป็นฝ่ายไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา ทว่ายามนี้กลับกลายเป็นนางที่เป็นฝ่ายถูกเมินเสียเองเล่า? ช่างเป็นการกลับตาลปัตรที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ
“เจ้าคิดดีแล้วแน่หรือ?”
เหยาเวยถามอย่างจริงจัง
ลูเยี่ยพยักหน้า เหยาเวยรู้สึกผิดหวังในใจแต่ก็ไม่ได้เกลี้ยกล่อมอีก นางกล่าวว่า
“เมื่อยามที่เจ้าจากไป จงคืนหินห้าธาตุให้แก่ผู้พิทักษ์สุสานก็พอ”
“ตกลง”
ลูเยี่ยตอบรับ เหยาเวยกล่าวทิ้งท้ายว่า
“ทั่วทั้งวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุมีร่องรอยของมหาวิถีประทับอยู่ ในขณะที่เจ้ารออยู่ที่นี่ เจ้าสามารถพิจารณาตระหนักรู้ได้ตามใจชอบ”
กล่าวจบร่างของนางก็ค่อย ๆ เลือนหายไปกลายเป็นละอองแสง แผนผังเบญจธาตุบนพื้นก็สงบลงตามไปด้วย
ลูเยี่ยคิดในใจ หญิงสาวผู้นี้ยังอุตส่าห์เตือนตนให้พิจารณาตระหนักรู้มหาวิถีที่นี่ก็นับว่ามีน้ำใจอยู่บ้าง เพียงแต่นิสัยหยิ่งผยองเกินไปหน่อยเท่านั้น
ลูเยี่ยไม่คิดอะไรมากอีก เขาไพล่มือไว้ด้านหลังเดินสำรวจไปรอบ ๆ วิหารอย่างส