างพากันกำหมัดเตรียมพร้อมอยู่อย่างอดใจไม่ไหว
แม้พานอวินเยว่จะเคยชินกับเรื่องโหดร้ายเพียงใด แต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘สังหารล้างเมือง’ หัวใจของเขาก็อดที่จะสั่นสะท้านไม่ได้ ในสมองพลันปรากฏภาพเมืองชางโจวทั้งเมืองกลายเป็นภูเขาซากศพและทะเลเลือดทันที
“ท่านประมุขตระกูลพาน ในเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องให้พวกตระกูลพานเข้ามาเกี่ยวของและห้ามเปิดค่ายกลปกป้องตระกูลเด็ดขาด!”
ชายในชุดขาวผมดำจ้องมองด้วยนัยน์ตาเปล่งประกาย
“อาหารเลือดที่ส่งตัวเองมาถึงที่เช่นนี้จะปล่อยให้ตกใจจนหนีไปไม่ได้เด็ดขาด!”
พานอวินเยว่หัวเราะ “ทำตามที่ท่านใต้เท้าหงสั่งทุกประการขอรับ!”
ตม!
เสียงแหวกอากาศดังกำปนาทประดุจเสียงสายฟ้าฟาด ดังมาจากเส้นขอบฟ้าที่ไกลแสนไกล
“มาเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ชายในชุดขาวผมดำเอ่ยด้วยความยินดี
“คนพวกนั้นจากสำนักใหญ่ทั้งหลายช่างโอหังจริงๆ พวกเขาไม่รู้หรือว่าห้ามบินเหนือเมืองชางโจว?”
พานอวินเยว่แค่นเสียงพลางขมวดคิ้ว
แต่เมื่อเขาเงยหน้ามองขึ้นไป เขากลับต้องอึ้งตะลึงงันไป เห็นเพียงบนท้องฟ้ามีปราณดาบสีเขียวพุ่งทะยานมาดั่งรุ้งกินน้ำ บนนั้นมีเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีดำยืนตระหง่านอยู่
“เหตุใดจึงมาแค่คนเดียว?”
ชายในชุดขาวผมดำเอ่ยอย่างไม่พอใจ “ไม่ใช่บอกว่ามาเป็นกลุ่มหรอกหรือ?”
ใบหน้าของพานอวินเยว่แข็งค้าง เขาแผดเสียงตะโกนว่า “ท่านใต้เท้าหง เรื่องใหญ่แล้ว คนผู้นั้นคือ… คือลูเยีย!”
เมื่อวานนี้ข่าวที่ลูเยียปราบปรามราชวงศ์เชียง