ที่จะคุกคามชีวิตพวกเราได้
“ฟังให้ดี! ต่อให้พวกเราต้องตายในการสงครามก็ต้องรักษาตระกูลลูไว้ให้ได้!”
เหลาเกาและเฒ่าจ้าวกำลังทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อเปิดใช้ค่ายกลปกป้องของตระกูลลู
นับว่ายังโชคดีที่ในชวงเวลาที่ผ่านมาทั้งคู่ไม่มีอะไรทำ จึงได้รีบถอนและวางค่ายกลปกป้องตระกูลลูใหม่อีกครั้ง
มิเช่นนั้นพวกเขาคงไม่มีทางต้านทานการโจมตีของหมอกโลหิตนั้นได้เลย!
ในขณะนี้ภายในตระกูลลูสมาชิกทุกคนต่างตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดและวิตกกังวลอย่างยิ่ง มหาภัยพิบัติในครั้งนี้เริ่มแผ่ขยายไปทั่วเมืองตั้งแต่เมื่อคืนราวกับวันโลกาวินาศได้มาเยือน
“เพื่อที่จะบุกทลายตระกูลลูของข้า พวกมันถึงกับสังหารล้างเมืองเลยเชียวหรือ?”
ลูเฉียวที่ยืนอยู่ตรงนั้นใบหน้าเคร่งขรึมภายในใจบังเกิดความอัดอั้นและเคียดแค้นอย่างสุดซึ้ง
ไม่ต้องเสียเวลาคิดเขาก็รู้ได้ทันทีว่ามหาภัยพิบัติในครั้งนี้มีเป้าหมายมาที่ลูเยียผูเป็นน้องชายของเขา
“ตระกูลลูของพวกเจ้าช่างใจคออำมหิตนัก ยอมทนดูคนทั้งเมืองถูกพวกเราฆ่าแกงดีกว่าจะเชิญพวกเราเข้าไปเป็นแขกในบ้านอย่างนั้นหรือ?”
ที่ด้านนอกตระกูลลูบนท้องฟ้าปรากฏเงาร่างกลุ่มหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ ทั้งชายและหญิงพลังลมปราณล้วนแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัว
ผู้ที่พูดเป็นชายหนุ่มผมสีเทาผู้หนึ่ง
เขาถือพัดขนนกสีเลือดไว้ในมือเพียงโบกสะบัดเบาๆ หมอกโลหิตก็รวมตัวกันเป็นกระแสธารพุ่งเข้าโจมตีค่ายกลปกป้องตระกูลลูไม่หยุดหย่อน
“ที่พวกเรามาในครั