ึ่งปรากฏตัวข้างกายนาง แล้วตะโกนด้วยเสียงร้อนใจว่า “รีบหนีเร็ว! โลกจบสิ้นแล้ว ต้านไว้ไม่ได้แล้ว!”
สตรีอาภรณ์สีขาวลืมตาขึ้น เรียวคิ้วขมวดมุ่น “ท่านพี่ โลกทั้งสามพันใบล้วนตกอยู่ในสงคราม หนีรึ… จะหนีไปที่ใดเล่า”
บุรุษสวมชุดเกราะฝืนดึงนางลุกขึ้น แล้วผลักหลังนาง เสียงดุดันตวาดว่า “หนีไปก่อน ค่อยว่ากัน! อย่าลืมความหวังที่ท่านพ่อฝากไว้กับเจ้า! เจ้าเป็นความหวังสุดท้ายของเทียนชวี! จงไปที่โลกเทพยุทธ์!”
กล่าวจบ เขาก็ต่อยหมัดขึ้นไปด้านบนท้องฟ้าเหนือศีรษะพวกเขาสองคน กลายเป็นอุโมงค์สีดำ ไอสีดำแผ่ซ่านออกมาจากด้านใน จนดูคล้ายวังน้ำวน ต้นหญ้าและเศษก้อนหินบนหน้าผาถูกพัดขยับไหวตามไปด้วย
สตรีอาภรณ์สีขาวมองบุรุษสวมชุดเกราะ ดวงตาสีขาวสบประสาน ดวงตาคู่นั้นของบุรุษชุดเกราะเต็มไปด้วยโลหิต เขาโบกมือให้นาง จากนั้นก็หันหลังเคลื่อนกายหายลับขอบฟ้าไปอย่างรวดเร็ว แม้คนหายไปแล้วแต่เสียงของเขายังลอยอ้อยอิ่งอยู่
“น้องสาว ขอโทษนะ หลังจากนี้พวกเราไม่อาจปกป้องเจ้าได้อีกแล้ว นับจากนี้ต่อไปเจ้าต้องเผชิญหน้ากับอนาคตที่ไม่รู้ว่ามีความหวังหรือไม่เพียงลำพัง หากทนต่อไปไม่ไหวก็ยอมแพ้เสีย พวกเราจะรอเจ้าอยู่ในปรโลก”
สตรีอาภรณ์สีขาวไม่ดื้อดึง นางทะยานร่างเหาะเข้าไปในอุโมงค์สีดำทันที อุโมงค์สีดำหดเล็กตามหลังก่อนจะหายไปในที่สุด
บนลานกว้างใต้หมู่ดาวระยิบระยับแห่งหนึ่ง สตรีอาภรณ์สีขาวกำลังคุกเข่าหนึ่งข้าง เรียงแถวอยู่กับบุรุษอีกสี่คน