ผู้อาวุโสห้าฉือเซียวเข้ามาหา กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เมื่อกลับถึงสำนัก จะมีเพียงเจ้าสำนักและผู้อาวุโสใหญ่เท่านั้นที่จะทราบความจริง”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยเสริมว่า “หากเจ้ารู้สึกลำบากใจ ข้าก็สามารถไม่บอกผู้อาวุโสใหญ่ได้”
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “ทำตามที่ท่านผู้อาวุโสว่ามาก็พอแล้ว”
เขาได้ทราบสาเหตุการตายของบรรพชนหลินชวนแล้ว และรู้ดีว่าผู้อาวุโสใหญ่ไม่ได้มีความแค้นต่อเขา
ฉือเซียวกล่าวด้วยความโล่งใจ “เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
เขามีความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดกับผู้อาวุโสใหญ่ หากลู่เยี่ยเลือกที่จะปิดบังความจริงจากผู้อาวุโสใหญ่ นั้นก็เท่ากับแสดงว่าไม่ไว้วางใจผู้อาวุโสใหญ่
ยังดีที่ลู่เยี่ยไม่ได้ทำเช่นนั้น
เห็นได้ชัดว่าในใจของลู่เยี่ยยังสามารถแยกแยะบุญคุณความแค้นและถูกผิดได้อย่างชัดเจน
ฉือเซียวลังเลสักครู่ จึงเอ่ยว่า “ลู่เยี่ย ไม่ว่าเจ้าจะมีตัวตนและที่มาพิเศษอย่างไร ไม่ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ตราบใดที่ในใจของเจ้ายอมรับสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ เจ้าก็เป็นคนของสำนักตลอดไป!”
กล่าวจบ เขาจึงจากไป
ลู่เยี่ยยิ้ม การถูกยอมรับให้เป็นพวกเดียวกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นสิ่งที่ปลอบประโลมจิตใจที่สุด