ับก็จะไม่พูดอะไร
“ได้! เช่นนั้นก็ทำเช่นนี้แหละ”
ชายผู้หนึ่งที่มีผิวซีดขาว สวมเสื้อคลุมสีเลือดพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
อู๋ฉู่ บุตรหลานตระกูลอู๋แห่งเผ่าโบราณ นิสัยดื้อรั้นเป็นคนโหดเหี้ยมไม่พูดพล่าม ความสัมพันธ์ของเขากับเชียงหลิวเฟิงลึกซึ้งที่สุด
เมื่อเห็นว่าทุกคนไม่มีข้อคัดค้าน เชียงหลิวเฟิงก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น “หากเรื่องนี้สำเร็จ ข้าจะตอบแทนอย่างงามแน่นอน!”
จงหลี่ซีเอ่ยเตือนว่า “หากพบผู้อาวุโสอาภรณ์สีดำท่านนั้น พวกเราก็ใช้ความสามารถของตัวเอง ดูว่าใครจะได้รับการยอมรับจากผู้อาวุโสอาภรณ์สีดำ!”
ความหมายที่แฝงอยู่ก็คือ แม้จะร่วมมือกันแต่สิ่งที่ควรแข่งขันก็ต้องแยกแยะให้ชัดเจนเป็นเรื่องธรรมดา
เชียงหลิวเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “อย่างไรเสีย โอกาสที่จะได้เป็นศิษย์ของมหาบุโรหิตอี้เทียนมีเพียงหนึ่งเท่านั้น จะยอมสละให้กันได้อย่างไร?”
พวกเขามองสบตากัน ต่างก็มองออกว่าอีกฝ่ายหมายมั่นปั้นมือที่จะคว้าโอกาสนี้มาให้ได้!
พิทักษ์ของพวกเขาแต่ละคนเดินตามหลังมาอย่างไม่ห่าง นอกจากลาสีดำแล้วยังมีอีกสามคน
คนหนึ่งคือชายชราผมขาวท่าทางใจดีสวมชุดเทา เขาเป็นผู้พิทักษ์ของอวี๋เส้าหนาน
คนหนึ่งคือชายวัยกลางคนสวมมงกุฎหยก ซึ่งเป็นผู้พิทักษ์ของจงหลี่ซี
คนหนึ่งคือชายที่ร่างกายถูกปกคลุมด้วยหมอกดำ ซึ่งเป็นผู้พิทักษ์ของอู๋ฉู่
ระหว่างเขตหวงห้ามลึกลับและแดนรัตติกาลลึกลับนั้น มีกำแพงมิติกาลเวลาขวางกั้นอยู่ แต่ระหว่างสองอาณาเ