กำลังจะเดินเข้าประตูสำนัก ชายในชุดผ้าป่านที่นั่งขัดสมาธิอยู่ก็กล่าวขึ้นทันทีว่า “ทำไมไม่พูดเล่า? กลัวจะทำให้พวกเจ้าสำนักกระบี่เก้าสวรรค์เสียหน้าหรือ?”
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
อวินเปยเฉินรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที “หมายความว่าอย่างไร?”
ลู่เยี่ยยกมือขึ้นกุมหน้าผาก เอาอีกแล้ว เจ้าคนผู้นี้จะโอ้อวดอีกแล้ว
ชายในชุดผ้าป่านค่อย ๆ หลับตาลง “เจ้าถามคนของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์เอาเองสิ แล้วเจ้าจะรู้เอง”
อวินเปยเฉินขมวดคิ้วกล่าวว่า “เป็นแค่คนในขอบเขตตำหนักวิญญาณเท่านั้น ยังกล้ามาวางท่าต่อหน้าข้า ช่างไม่สมเหตุสมผลเสียจริง”
เขาขี้เกียจที่จะสนใจชายในชุดผ้าป่านคนนั้น และเดินตรงเข้าไปในประตูภูเขา
“พี่ชาย การที่ถูกคนมาขวางหน้าประตูเช่นนี้ หากเรื่องนี้แพร่ออกไปคงไม่ดีนักกระมัง?” ลู่เยี่ยเดินไปข้างหน้า แล้วเริ่มสนทนากับสือจง
สือจงส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “อย่าพูดถึงเลย หากฉินชิงหลีไม่ได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแท่นทองคำก็คงไม่ถึงขั้นให้คนนั้นมาปิดกั้นประตูสำนักของพวกเราเช่นนี้หรอก!”
ลู่เยี่ยเริ่มเข้าใจบางอย่าง ชายในชุดผ้าป่านผู้นั้นมีความเป็นไปได้มากว่าเขามาที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ในนาม ‘การมาขอคารวะ’ แต่จริง ๆ แล้วมาท้าประลอง!
และเห็นได้ชัดว่า จนถึงตอนนี้ ศิษย์รุ่นเยาว์ขอบเขตตำหนักวิญญาณของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ยังไม่มีคนใดสามารถจัดการกับชายในชุดผ้าป่านผู้นั้นได้!
มิเช่นนั้น พวกเขาจะยอมปล่อยให้อีกฝ่ายมา