ชาทันที
ลู่เยี่ยไม่สนใจจะคิดมาก
เขาไปพบพี่ใหญ่ลู่เซียวหนึ่งครั้งก่อน จากนั้นจึงไปหาเหล่าเกาและเฒ่าจ้าว
“การเดินทางของข้าไปสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ในครั้งนี้ คงไม่กลับมาในระยะเวลาอันสั้น พี่ชายทั้งสองโปรดช่วยดูแลตระกูลลู่ให้ข้าด้วย”
เหล่าเกายิ้มกว้างกล่าวว่า “ท้องฟ้ากว้างใหญ่ให้นกโบยบิน คุณชายลู่สามารถไปแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องเบื้องหลัง ชีวิตแก่ ๆ ของข้าจะอยู่ร่วมเป็นตายกับตระกูลลู่!”
เฒ่าจ้าวกล่าวอย่างไร้อารมณ์ว่า “ข้าก็เช่นกัน”
ลู่เยี่ยยิ้มพลางประสานมือคำนับ
หลังจากนั้นเขาก็ไปพบกับหลิวจิน แล้วนั่งรถม้าที่ลากโดยสัตว์อสูรหลินโลหิตเพื่อมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง
ท้องฟ้ามืดแล้ว บนท้องฟ้ามีดวงดาวประปราย แสงไฟนับหมื่นดวงในเมืองสว่างไสว
บนกำแพงเมือง อวินเปยเฉินในอาภรณ์สีขาวดั่งหิมะยืนอยู่ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน เสื้อคลุมของเขาพลิ้วสะบัดในสายลม
เขามองลงไปยังภาพอันคึกคักของแสงโคมที่ทอดยาวราวกับมังกรในเมือง ความรู้สึกสะท้อนใจผุดขึ้นมาอย่างไมอาจห้าม “กลิ่นอายแห่งชีวิตผู้คน ช่างปลอบประโลมหัวใจคนเราจริง ๆ!”
กล่าวจบ เขาเงยหน้าดื่มสุราในไหจนหมด เหยียบเท้าเบา ๆ ก่อนจะลอยลงมาตรงหน้ารถม้าที่ลู่เยี่ยและหลิวจินนั่ง
“ข้าตัดสินใจแล้ว พวกเราจะเดินทางไปยังสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ด้วยการเดินเท้า!”
อวินเปยเฉินกล่าว “ถือโอกาสนี้ ข้าต้องการใช้เท้าของข้าสำรวจโลกมนุษย์นี้ และเพลิดเพลินกับชีวิตทา