งโลกอย่างเต็มที่”
กล่าวจบ เขาก็ไม่ถามความเห็นของลู่เยี่ยและหลิวจิน ก้าวเท้าใหญ่มุ่งหน้าออกไปนอกประตูเมือง
หลิวจินอึ้งไปชั่วขณะ แล้วกล่าวอย่างยินดี “คุณชายอวินช่างมีอารมณ์สุนทรีย์จริง ๆ! ข้าจะไปเป็นเพื่อนท่าน!”
นางลงจากรถม้าในทันที แล้วเดินตามไป
ลู่เยี่ยพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ ดึกดื่นปานนี้จะเดินเท้าลำบากลำบนอย่างนั้นหรือ? สมองมีน้ำแล้วหรือไร!
เขาจึงขับรถม้าตามไป
เบื้องหลัง ประตูเมืองเทียนเหอค่อย ๆ ห่างไกลออกไป แล้วกลายเป็นภาพพร่าเลือนในความมืดของราตรี
ลู่เยี่ยไม่เคยเหลียวหลังกลับไปมอง มิใช่ครั้งแรกที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน ออกเดินทางสู่ดินแดนไกล เด็กหนุ่มไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์ ในใจมีเพียงความคาดหวังต่อมหาวิถี
เพียงแต่เมื่อนึกถึงพี่ใหญ่ ถึงจะรู้สึกหดหู่อยู่บ้าง
ผ่านไปเพียงวันเดียว ลู่เยี่ยก็เริ่มทนกับอวินเปยเฉินไม่ไหวแล้ว
คนผู้นี้สมองมีปัญหาอย่างแท้จริง
เหมือนเมื่อคืนดึก ๆ เขาบอกว่าอยากเดินทางด้วยเท้า วัดขนาดความกว้างใหญ่ของโลก แต่ผลคือเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงก็เปลี่ยนใจแล้ว หันหลังกลับไปขึ้นรถม้า
และยังบอกอีกว่า ‘ออกเดินทางด้วยความตื่นเต้น กลับมาด้วยความพึงพอใจ การได้หลับใหลฝันใหญ่บนรถม้าก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย’
และเพียงแค่สองชั่วโมงต่อมา คนผู้นี้ก็ลุกขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหัน บอกว่าอยากไปชื่นชมแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณของโลกมนุษย์ธรรมดา
และจากนั้นก็ลุกขึ้นเดินจากไป
ทำให้ลู่เยี่ยต้องรออยู่ที่เ