ดิมจนฟ้าสาง เจ้าตัวแสบนั่นจึงกลับมาด้วยสีหน้าผิดหวังและกล่าวเพียงว่า “ทิวทัศน์พระอาทิตย์ขึ้นในโลกมนุษย์ ก็แค่นั้นเอง”
และยังไม่จบแค่นั้น หลังจากนั้นระหว่างเดินทาง เจ้าตัวแสบนั่นทั้งเข้าเมืองไปซื้อสุรา ทั้งไปฟังเพลงที่หอนางโลม เมื่อมีอารมณ์คึกคักก็เชิญนางโลมหลายคนมาล่องเรือในทะเลสาบด้วยกัน…
ตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะทำอะไร ล้วนทำตามอำเภอใจ ไม่เคยปรึกษาใครเลย พูดจะไปก็ไปเลย
เขาเป็นผู้ที่เรียบง่ายสบาย ๆ แต่กลับทำให้ลู่เยี่ยเกือบจะทนไม่ไหวแล้ว
หากเดินทางแบบหยุด ๆ ไป ๆ เช่นนี้ ยังไม่รู้เลยว่าจะไปถึงสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ได้เมื่อใด
“ข้าขอไปสำนักกระบี่เก้าสวรรค์เองดีกว่า พวกเจ้าสามารถไปเที่ยวเล่นชมภูเขาลำธาร สนุกสนานในโลกมนุษย์ได้ตามใจ”
เป็นเวลาค่ำของวันที่สองแล้ว ท่ามกลางป่าเขาแห่งหนึ่ง ลู่เยี่ยตรงไปตรงมา ไม่อยากเสียเวลาเดินทางกับอวินเปยเฉินอีกต่อไป
หลิวจินขมวดคิ้วกล่าวว่า “คุณชายอวินเพิ่งลงมาจากโลกเบื้องบนสู่โลกมนุษย์ การได้เดินทางร่วมกับเขานั้นเป็นบุญวาสนาที่ผู้อื่นหาไม่ได้! แต่เจ้ากลับมารังเกียจเสียอย่างนั้น”
“อย่าพูดเช่นนั้น” อวินเปยเฉินโบกมือแล้วกล่าวว่า “จิตใจของข้ากับลู่เยี่ยไม่เหมือนกัน เขาจึงไม่สามารถเข้าใจความสุขของข้าได้ เรื่องนี้ข้าเข้าใจ”
กล่าวจบ เขาตบไหล่ลู่เยี่ยพลางถอนหายใจกล่าวว่า “โลกนี้มีความงามอันยิ่งใหญ่ที่มิอาจบรรยายได้ เฉกเช่นมหาวิถีที่ซ่อนอยู่ในความว่างเปล่า พลังบำเพ็ญ