งเช่นนี้ อาจจะเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เซี่ยง”
ฉินอู๋ซางกล่าว ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“อย่างไรเสีย น้องสาวของประมุขตระกูลพานอย่างพานหลานอวิ๋นก็เป็นถึงสนมของเจ้าจักรพรรดิเฒ่านั่น”
ลูเยี่ยพยักหน้าตอบ
“คงเป็นเช่นนั้น”
ฉินอู๋ซางขมวดคิ้วพลางกล่าว
“เมื่อวานเซี่ยหลิงชิวถูกบีบให้จากไป วันนี้ เรื่องเดียวกันก็เกิดขึ้นกับข้าเช่นกัน… ร่องรอยทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่า ครั้งนี้ราชวงศ์เซี่ยงคงไม่ปล่อยเจ้ากับตระกูลลู่ไปอย่างง่ายดายแน่!”
ลูเยี่ยย่อมคาดเดาถึงจุดนี้ได้เช่นกัน แต่เขากลับเอ่ยปลอบโยนว่า
“ท่านลุงไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงข้า ยามนี้ตระกูลฉินต่างหากที่ต้องการท่านมากที่สุด!”
ในที่สุดฉินอู๋ซางก็จากไป เขาเป็นประมุขตระกูล ยามที่ตระกูลเผชิญกับความยากลำบาก เขาจะไม่สนใจไม่ใยดีได้อย่างไร?
“ราชวงศ์เซี่ยงช่างเป็นราชวงศ์ที่ดีนัก สมกับที่เป็นเหมือนองค์ชายสามเซี่ยงฉางจิง เก่งในการวางแผน และทำอะไรตามอำเภอใจ”
แววตาของลูเยี่ยเย็นยะเยือก เขาสัมผัสได้ว่าภัยพิบัติครั้งใหญ่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบ ๆ แล้ว
เพียงแค่หลังจากผ่านไปหนึ่งวัน ร่างสองร่างที่เดินทางมาจากเมืองหลวงอย่างเร่งรีบก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูใหญ่ของตระกูลลู่
คนหนึ่งเป็นชายชราใบหน้าขาวไม่มีหนวดเครา ผมสีขาวเงิน สวมอาภรณ์ปักลายสวยงาม เขายิ้มอย่างอ่อนโยน ประสานมือคำนับ กล่าวอย่างสุภาพต่อองครักษ์ตระกูลลู่ที่เฝ้าประตูใหญ่ว่า
“ข้ามีนามว่าเวิงอวี่ชิว มาจากราชสำนักต้าเฉียน ค