ตัวเอง
“เมื่อใดกันที่พลังบำเพ็ญจะทะลวงถึงขอบเขตแกนทองคำ ข้าก็จะสามารถบินได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งพาวิชาตัวเบาในการเดินทางแล้ว…” ลูเยี่ยถอนหายใจแผ่วเบา
ในขอบเขตตำหนักวิญญาณยังไม่สามารถหลบหนีไปในอากาศและบินได้อย่างรวดเร็ว เมื่อผ่านเขาไปเยียน ลูเยี่ยรู้สึกสะดุดใจ และตัดสินใจทดสอบพลังของวัตถุล้ำค่าที่เพิ่งได้มา
สามชั่วโมงต่อมา ลูเยี่ยเหน็บดาบยาวไว้ที่เอว สะพายดาบยาวพร้อมฝักไว้ที่ด้านหลัง ค่อย ๆ เดินออกจากเขาไปเยียนอย่างสง่างาม ดาบยาวเป็นสีดำสนิทดังหมึก คล้ายคลึงกับ ‘เพลิงโลหิตฉางคง’ อยู่พอสมควร แต่พลังอานุภาพย่อมแตกต่างกันอย่างแน่นอน
ลูเยี่ยตั้งชื่อดาบนี้ว่า ‘ซิงหลิว’ เมื่อใช้ดาบนี้อย่างเต็มกำลัง บนใบดาบจะปรากฏแสงวาววับดุจดวงดาว ภายในแฝงพลังสายฟ้าคำรามอันน่าเกรงขาม มีพลังทำลายล้างที่แข็งแกร่งยิ่งนัก
ส่วนอีกเล่มหนึ่งเป็นกระบี่แห่งวิถียาวสามฉื่อสองชุน ใบกระบี่ใสสะอาดเป็นประกายดุจหิมะ ราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง เมื่อเวลาใช้กระบี่เล่มนี้ คมกระบี่จะแผ่รัศมีสีแดงเพลิงเจิดจ้าจนแสบตา ด้วยเหตุนี้ ลูเยี่ยจึงตั้งชื่อมันว่า ‘เมฆาสีชาด’
ดาบกับกระบี่คู่นี้ล้วนเป็นผลงานจากมือของ ‘เฒ่าจาว’ ถือเป็นสมบัติหายากในบรรดาอาวุธระดับตำหนักวิญญาณอย่างแท้จริง มีพลังที่แข็งแกร่งกว่าอาวุธระดับแกนทองคำทั่วไปมากนัก! นอกจากดาบและกระบี่คู่นี้แล้ว ลูกธนูทั้งสิบสามดอกนั้นยิ่งทำให้ลูเยี่ยรู้สึกตื่นเต้นยินดียิ่งนัก
เ