ี่อยู่ไกลออกไป
ไม่นานนักเซวียเป่ยเหิง หลี่ชูหนาน และคนอื่นก็พบลูเยี่ยได้อย่างง่ายดาย
เพราะในครั้งนี้ลูเยี่ยไม่ได้ซ่อนตัวเลย และไม่ได้หนีต่อไปอีกด้วย
ตรงกันข้าม เขานั่งอย่างสบายอารมณ์อยู่ข้างหน้าผา มือหนึ่งถือกาไหสุรา ท่าทางเกียจคร้าน ไม่มีการปิดบังใด ๆ ทั้งสิ้น
“ทุกคนระวังตัว! เจ้าลูเยี่ยสารเลวนั่นเกรงว่าจะเล่นอุบายใหม่อีกแล้ว!” หลี่ชูหนานเอ่ยเตือน
ใจของทุกคนสั่นสะท้าน ประสบการณ์อันเจ็บปวดจากการถูกลูเยี่ยหลอกหลายครั้งผุดขึ้นในใจ พวกเขาต่างระแวดระวัง
“ลูเยี่ย เจ้ากล้าต่อสู้กับข้าตัวต่อตัวหรือไม่?” เซวียเป่ยเหิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
ตลอดทางที่มาถึงเขาได้รับรู้เรื่องราวที่พวกหลี่ชูหนานถูกหลอกมาหลายครั้ง ดังนั้นจึงไม่รีบลงมือในทันที
คืนเดือนมืดลมแรงเป็นเวลาเหมาะแก่การสังหารคนและวางเพลิง แต่หากมีผู้ใดเฝ้ามองอยู่ ย่อมทำลายบรรยากาศไปเสียเปล่า
บนหน้าผา ลูเยี่ยพึมพำกับตนเองเบา ๆ “พวกท่านคิดเห็นเช่นไร?”
เขาค่อยลุกขึ้นยืน เงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี อาภรณ์สีดำตัวยาวพลิ้วไหวไปตามสายลม
ในเวลาเดียวกัน ณ นอกเขาไป๋เยี่ยน หลัวหงผู้ควบคุมกระจกทองสัมฤทธิ์รีบรายงานเหตุการณ์ให้คนอื่นทราบอย่างรวดเร็ว
ทุกคนมองหน้ากัน ในที่สุดเซวียเป่ยเหิงและพวกก็จะเปิดฉากต่อสู้กับลูเยี่ยแล้วหรือ?
หลี่หยวนชงอดถามไม่ได้ “เจ้าคนชั่วผู้นี้คงไม่ได้คิดจะใช้กลเก่ายืมมือปีศาจมาทำร้ายผู้คนอีกกระมัง?”
“เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!” หล