า ศีรษะก็กลิ้งหลุดออกจากลำคอ
ใบหน้าก่อนตายเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ราวกับไม่คาดคิดว่า ลู่เยี่ยจะลงมือสังหารเขาอย่างไร้ปรานี
ฉินอู่ซางตบมือหัวเราะใหญ่ “ดี! ไม่เลว!”
เซี่ยหลิงชิวพยักหน้าเบาๆ
ก่อนหน้านี้ นางยังกังวลว่าลู่เยี่ยจะกลืนความโกรธนี้ไม่ลง หากไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้นแล้วสังหารเว่ยซุนไปจะทำเช่นไร
แต่ดูเหมือนตอนนี้ ลู่เยี่ยไม่ได้ถูกไฟโกรธบดบังสติปัญญา
ส่วนเรื่องการตายของหลัวเจียนหมิง…
ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงผู้อาวุโสต่างแซ่คนหนึ่งของตระกูลเว่ย ต่อให้ถูกตระกูลเว่ยเอาเรื่อง ผลที่ตามมาก็ไม่ได้ร้ายแรงนัก นางออกหน้าก็สามารถจัดการได้
การที่ลู่เยี่ยได้ระบายความแค้นออกมาสักครั้งก็ดี
“เจ้ากล้าสังหารลุงหมิงของข้าหรือ!?”
ในชั่วขณะนั้น เว่ยซุนถูกภาพอันเต็มไปด้วยเลือดนั้นกระตุ้นอย่างรุนแรง โกรธจนเส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปน ใบหน้าบิดเบี้ยว
“นี่เพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น ตอนล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิ ข้าจะมาเล่นกับเจ้าให้สนุกอีกที”
ลู่เยี่ยทิ้งประโยคนี้ไว้แล้วหมุนตัวจากไป
เมื่อมาถึงประตูห้องโถงใหญ่ เขานึกขึ้นได้บางอย่าง จึงหยุดฝีเท้ากะทันหัน หันกลับมามองเว่ยซุนที่อยู่ไกลออกไป แล้วกล่าวว่า
“เมื่อก่อนข้ายังมองเจ้าสูงอยู่สักหน่อย แต่ตอนนี้ข้าถึงได้รู้ว่าเจ้าก็แค่ขี้ข้าไร้ค่าคนหนึ่ง”
เสียงยังก้องกังวานอยู่ ลู่เยี่ย ฉินอู่ซาง และเซี่ยหลิงชิวก็ออกไปแล้ว
ในห้องโถงใหญ่เหลือเพียงเว่ยซุนที่ยืนอยู่ตรงนั้น
ไม่ไกลจากเขา