็พยักหน้าเห็นด้วย
พวกเขาไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อลู่เยี่ย และเข้าใจดีว่าลู่เยี่ยเคยเป็นตำนานในวัยเยาว์ที่สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ต้าเฉียนมาก่อน
แต่… นั่นคือเมื่อก่อน!
ตอนนี้เด็กหนุ่มคนนั้นได้หลับใหลไปหลายปีแล้ว ราวกับตกลงจากก้อนเมฆลงสู่ห้วงเหว
ส่วนฉินชิงหลีนั้น มีอนาคตสดใสไร้ขีดจำกัด!
แม้แต่เจ้าสำนักเวินซิ่วเจวี๋ยก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “ชิงหลี ข้าจำได้ว่าเจ้ารู้จักลู่เยี่ยตอนที่เจ้าอายุเพียงสิบสามปี แต่เหตุใดจนถึงบัดนี้เจ้ายังปล่อยวางไม่ได้? เจ้าจะให้เหตุผลข้าสักข้อได้หรือไม่”
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างเงี่ยหูฟัง
อยากรู้เช่นกันว่าเหตุใดอัจฉริยะแห่งยุคอย่างฉินชิงหลีจึงได้อาลัยอาวรณ์ลู่เยี่ยถึงเพียงนี้
“หากเป็นเพราะสัญญาหมั้นหมายระหว่างตระกูลของเจ้ากับตระกูลลู่ เจ้าวางใจได้”
ใบหน้าอันงดงามของเจ้าสำนักเวินซิ่วเจวี๋ยเปี่ยมด้วยความสง่างาม “ข้าจะออกหน้าไปพูดคุยกับตระกูลลู่ด้วยตัวเอง รับรองว่า…”
ก่อนที่นางจะกล่าวจบ ฉินชิงหลีก็ส่ายหน้าตัดบทว่า “ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เพราะเรื่องนั้น”
“เช่นนั้นเป็นเพราะเหตุใด?”
เวินซิ่วเจวี๋ยยิ่งรู้สึกงุนงง
ฉินชิงหลีราวกับหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต ดวงตางดงามของนางมีความเหม่อลอยเล็กน้อย ริมฝีปากแดงระเรื่อปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยนอย่างไม่อาจควบคุมได้ นางเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า
“บางทีอาจเป็นเพราะว่า… เมื่อยังเยาว์วัย ไม่ควรพบเจอคนที่งดงามเกินไป”
ทุกคน”??”
ชายหนุ่มในอาภรณ์หยกถึงกับตก