“ข้าก็อยากให้เจ้าแนะนำเขาให้ฟังอยู่พอดี” เจ้าสวรรค์ปู้จ้องจับฉางเยวียเฉียน สองผู้ทรงพลังที่มีชีวิตอยู่มาแล้วไม่รู้กี่ปีใช้วาจาฟาดฟันกัน ฉางเยวียเฉียนส่ายหน้าบอกว่า “ข้าก็ไม่รู้ไม่ต่างจากท่านหรอก เพียงแต่คิดว่าเจ้าสวรรค์อุตส่าห์เดินทางมาเยือนด้วยตนเองทั้งที คงมาเพราะใครสักคนที่ไม่ใช่เผ่าฉางของเราแน่ เพราะต่อให้เผ่าฉางทั้งเผ่าร่วมมือกันก็ยังไม่คู่ควรให้เจ้าสวรรค์ลงมือ”
ดวงตาที่ปรือเปิดครึ่งดวงของเจ้าสวรรค์ปู้ ค่อยๆ เปิดขึ้นเต็มดวงอย่างช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาเย็นชาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร ฉางเยวียเฉียนแหงนหน้ามองอย่างอาจหาญไร้ความกลัว ท่านเทพจื่อหวนร้อนใจไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร เจ้าสวรรค์ใช้ค่ายกลกั้นเผ่าฉางเอาไว้แล้ว ต่อให้นางอยากเดินทางไปหามรรคาจารย์ที่โลกยุทธ์ไทฮวงก็ทำไม่ได้
“ดูท่าเจ้าจะไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาสินะ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ขอดูหน่อยซิว่า เวลาผ่านไปสองแสนปี เจ้าแข็งแกร่งขึ้นมากเพียงใด!” เจ้าสวรรค์ปู้เอ่ยเสียงเย็นชา ดูเหมือนเขาจะหมดความอดทนแล้ว เขายกมือขวาขึ้นอย่างเชื่องช้า ฉางเยวียเฉียนถอนหายใจ กระบี่ผลึกแก้วสีน้ำเงินเล่มยาวเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ เขาย่างเท้าบนอากาศก้าวขึ้นไปเบื้องบน เตรียมพร้อมประมือกับเจ้าสวรรค์ปู้ตามลำพัง
ยอดฝีมือกับอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของเผ่าฉางย่อมไม่มีทางนั่งอยู่เฉยๆ พวกเขาทยอยเหาะตามขึ้นมา ตั้งใจว่าจะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ หนนี้ฉางเยวียเฉียนไม่ปฏิเสธเ