ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก ราวกับได้ยกภูเขาหนักพันชั่งที่กดทับอยู่บนอกออกไป
“คนอื่น ๆ ออกไปก่อน ข้ามีเรื่องต้องสนทนากับท่านเจ้าสำนัก” หลี่ฉางเฟิงออกคำสั่ง
เจ้าสำนักเซวียไป๋ซงมิได้ขัดขวาง เอนกายนั่งอย่างผ่อนคลายบนเก้าอี้ ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบอย่างไม่รีบร้อน
หลังจากผู้อาวุโสท่านอื่นแยกย้ายกันไปหมดแล้ว หลี่ฉางเฟิงจึงยิ้ม พลางประสานมือคำนับไปทางเจ้าสำนักเซวียไป๋ซง จากนั้นก็กล่าวว่า
“ท่านเจ้าสำนัก ตระกูลพานได้ให้คำมั่นแล้วว่า ขอเพียงท่านเลือกที่จะยืนอยู่ฝั่งของตระกูลพานในเรื่องการจัดการกับตระกูลลู่ หลังจากเรื่องสำเร็จแล้ว ย่อมมีการตอบแทนอย่างงามอย่างแน่นอน!”
“เหลวไหล!”
เซวียไป๋ซงขว้างถ้วยชาในมือลงพื้นอย่างแรง
เพล้ง!
เศษถ้วยชาและน้ำชาร้อน ๆ กระเด็นไปทั่ว
“ลู่ซิงอี้มีพระคุณช่วยชีวิตข้าเอาไว้ เจ้าทำเช่นนี้ มิใช่จะทำให้ข้าตกอยู่ในสถานะคนอกตัญญูไร้คุณธรรมหรอกหรือ?”
เซวียไป๋ซงลุกขึ้นอย่างเดือดดาล กล่าวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเกรี้ยวกราด “พวกเจ้าคิดว่าข้าเซวียไป๋ซงเป็นคนแบบไหนกัน!?”
“อีกอย่าง!”