ลู่ซานกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ถ้าเช่นนั้นก็ให้คุณชายใหญ่เป็นผู้นำ คอยดูแลตระกูลลู่ โดยมีฮูหยินน้อยคอยช่วยเหลือ ย่อมสามารถช่วยตระกูลขจัดความยากลำบากได้!”
หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย นี่นับเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง กระนั้นก็มีบางคนขมวดคิ้ว
นี่ไม่ใช่การมองว่าคุณชายใหญ่ลู่เซียวเป็นหุ่นเชิดหรือ?
ทว่าคุณชายใหญ่ลู่เซียวที่นั่งอยู่ในห้องโถงตั้งแต่ต้นจนจบ กลับมิได้สนใจไยดีเรื่องอื่นใด
เขาจ้องมองโลงศพของน้องชายลู่เยี่ยด้วยสายตาเหม่อลอย ใบหน้าปรากฏความโศกเศร้า หยาดน้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ มือขวากำตราประทับทองแดงที่สืบทอดจากบรรพบุรุษแน่น จนมันจมลึกลงในฝ่ามือ เกือบจะทะลุผิวหนังและเนื้อ
ในตอนนั้นเอง บุรุษหนุ่มในอาภรณ์สีเงินพลันหัวเราะเยาะ “เรื่องเคราะห์ร้ายของตระกูลลู่พวกเจ้า เหตุใดต้องให้ตระกูลพานของข้าช่วยด้วยเล่า เพียงเพราะพี่หญิงของข้ามาจากตระกูลพานอย่างนั้นหรือ? ช่างน่าขัน!”
บุรุษผู้นี้คือพานอวิ๋นเฟิง น้องชายแท้ ๆ ของพานอิ๋งซิ่ว
ชั่วขณะนั้นสีหน้าของคนในตระกูลลู่ต่างแปรเปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีนัก
จริงอยู่ที่เพียงเพราะพานอิ๋งซิ่วแต่งงานเข้าตระกูลลู่ แล้วจะให้ตระกูลพานช่วยเหลืออย่างไม่มีเงื่อนไข มันมีเหตุผลอะไร?