บนยอดเขา ลมพายุพัดกระหน่ำจนเมฆหมอกแตกกระจาย พลังวิญญาณอันบ้าคลั่งม้วนตัวเป็นพายุไซโคลนลูกแล้วลูกเล่า โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งไม่หยุดหย่อน
ท่ามกลางใจกลางพายุนั้นเอง บานประตูศิลาที่เลือนลางซ่อนเร้นก็ค่อยๆ ปรากฏรูปปรากฏร่างขึ้นช้าๆ
วินาทีที่บานประตูเผยโฉม น้ำเสียงสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นสุดขีดของสยงหมิงก็แผดลั่น
“มิติเร้นลับปรมาจารย์… เปิดออกแล้ว!”
ซูอวี่ที่ยืนอยู่ห่างออกไปหรี่ตาแคบลง เพ่งสายตาทะลวงเข้าไปในใจกลางพายุพลังวิญญาณ
ภาพที่สะท้อนเข้าสู่ม่านตา คือบานประตูสีดำสนิทที่ตั้งตระหง่านอย่างเงียบงัน ทว่ากลับปลดปล่อยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวขุมหนึ่ง แผ่ซ่านออกมากดทับทั่วบริเวณทีละน้อย!
“นี่มัน… เจตจำนงปรมาจารย์!” เสียงทุ้มต่ำของตู้เนี่ยนกวนกระซิบดังขึ้นข้างหูซูอวี่
“เจตจำนงปรมาจารย์?” ซูอวี่เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย
“ใช่ ตามตำนานเล่าขาน เมื่อนักสู้บรรลุถึงขอบเขตปรมาจารย์ จะสามารถเชื่อมต่อและหยิบยืมพลังแห่งฟ้าดินมาใช้ได้ชั่วคราว… ซึ่งพลังฟ้าดินที่ว่า หากเรียกตามภาษาในยุคปัจจุบัน มันก็คือ ‘เจตจำนงปรมาจารย์’ ยังไงล่ะ”
“บนเส้นทางวิถีนักสู้ถึงกับมีคำกล่าวสืบทอดกันมาว่า… หากยังไม่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ ล้วนเ