ง ซูอวี่ยังคงจ้องมองการเคลื่อนไหวของสือเจียนด้วยสีหน้าราบเรียบไร้อารมณ์ ส่วนร่างกายของเขานั้น… กลับยืนหยัดนิ่งสนิทไม่ไหวติงแม้แต่ปลายก้อย!
“เกิดบ้าอะไรขึ้นวะนั่น? ทำไมซูอวี่ถึงยืนบื้อเป็นสากกะเบือแบบนั้นวะ? หรือว่าโดน อานุภาพของสือเจียนกดทับจนขี้หดตดหายก้าวขาไม่ออกไปแล้ว?”
“ก็มีความเป็นไปได้สูงลิบ! ซูอวี่มันเพิ่งจะทะลวงเข้าขอบเขตหลอมโลหิตมาไม่นานนี่หว่า พอต้องมาเผชิญหน้ากับสือเจียนที่เป็นถึงจุดสูงสุดของขั้นสูงสุดแบบนี้ เผลอๆ แค่จะเอื้อมมือไปแตะชายเสื้อยังทำไม่ได้เลยมั้ง!”
“จุ๊ๆๆ ดูทรงแล้ว ศึกคู่นี้คงจบไวแถมไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อยแล้วว่ะ!”
หลายคนอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าถอนใจ สายตาที่จับจ้องไปยังซูอวี่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสมเพชเวทนา ประหนึ่งว่าพวกเขาสามารถมโนภาพล่วงหน้าได้เลยว่า ภายใต้พลองเหล็กทมิฬของสือเจียน หัวของซูอวี่จะต้องถูกหวดจนกะโหลกยุบสมองไหลทะลักอาบลานประลองอย่างอนาถแน่นอน!
บนอัฒจันทร์ ไป๋จ่านเหงื่อตก เอ่ยปากถามด้วยความตึงเครียดขีดสุด
“ลูกพี่ ต้องพุ่งเข้าไปห้ามแล้วรึเปล่าครับเนี่ย! ดูทรงแล้ว ซูอวี่รับมือไม่ไหวแน่ๆ!”
หัวคิ้วของเจียงซ่างขมวดมุ่น เขาย่อมรู้แก่ใจว่าซูอวี่บรรลุขอบเขตหลอมโลหิตขั้