เจียงฉางเซิงนำตัวไท่สื่อฉางเซอที่ถูกแช่แข็งมาไว้ตรงหน้า จากนั้นจึงใช้อภินิหารดวงเนตรมหามรรคา เป็นดังคาดหลังจากบรรลุขั้น ความทรงจำของไท่สื่อฉางเซอยามอยู่ต่อหน้าเขาก็ไม่ได้มหาศาลและซับซ้อนอีกแล้ว และยังอ่านความทรงจำของเขาได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าก่อนด้วย
สิ่งที่เจียงฉางเซิงต้องการทำนั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนความทรงจำของไท่สื่อฉางเซอไปโดยสิ้นเชิง แต่จะเพิ่มตัวของเขาเข้าไปในความทรงจำของไท่สื่อฉางเซอ แทรกเข้าไปตลอดชีวิตของเขา และทำให้ตนเองกลายเป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา
ผ่านไปวันแล้ววันเล่า หลังจากนั้นครึ่งปี ประตูตำหนักเมฆาม่วงก็เปิดออก ทำให้ไปฉีที่กำลังนอนหลับอยู่ตรงประตูตกใจตื่น มันหันหน้าไปมอง เห็นว่าประตูตำหนักเมฆาม่วงเปิดออก จึงตื่นเต้นยินดีทันใดและรีบวิ่งเข้าไป ปรากฏว่าพอเข้าไปในตำหนัก มันก็เห็นว่ามีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าเจียงฉางเซิง ซึ่งก็คือไท่สื่อฉางเซอนั่นเอง
“เจ้าออกไปเถิด” เจียงฉางเซิงกล่าวไท่สื่อฉางเซอคารวะด้วยความเคารพ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนและออกไปไปฉีจ้องมองเขาโดยไม่แปลกใจใดๆ ในเมื่อเจ้าหมอนี่ไม่ตาย มันก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีวันนี้
เมื่อไท่สื่อฉางเซอไปจากตำหนักเมฆาม่วง ไปฉีก็ขยับไปตรงหน้าเจียงฉางเซิงและสอบถามอย่างตื่นเต้นไม่ยอมหยุด มันอยากรู้ว่าตอนนี้เจียงฉางเซิงทรงพลังเพียงใด เสียงระฆังที่ดังเมื่อครึ่งปีก่อนและทำให้ทั้งแดนสวรรค์ตื่นตระหนกทำเอามันใคร่รู้เป็นที่สุด เจียงฉางเซ