ดแบ๊วที่ดังทะลุปรอทเรียกสายตาจากผู้คนรอบข้างให้หันมามองเป็นตาเดียว ซูอวี่แค่นเสียงเหอะในใจ
“ยัยแอ๊บดัดจริตเอ๊ย!”
ชายหนุ่มปั้นหน้าตาย เดินเข้าไปหาช้าๆ แล้วเอ่ยถามเรียบๆ
“ไง? มีแค่นี้งั้นเหรอ?”
หลิวอี้อี้แสร้งบิดตัวไปมา เผยรอยยิ้มเขินอายที่ผ่านการซ้อมหน้ากระจกมาเป็นร้อยรอบ “แหม~ คุณพี่ซูอวี่เป็นถึงนักสู้ตัวจริงแล้วนี่คะ หนูคิดว่าแค่เราสองคนก็พอแล้วล่ะค่า ไม่ต้องเอาคนอื่นมาเป็นตัวถ่วงหรอกน้า~”
ถ้าเป็นไอ้หน้าโง่คนอื่นมาได้ยินคำเยินยอแบบนี้ คงหน้าบานเป็นจานดาวเทียม หัวใจพองโตหลงระเริงไปถึงสวรรค์ชั้นเจ็ดแล้ว แต่สำหรับซูอวี่… ในหัวเขามีแต่ความรังเกียจขยะแขยง
“ไม่ต้องมีคนอื่นมาเป็นตัวถ่วงเหี้ยอะไรล่ะ ไม่ใช่ว่าเตรียมแผนจะรุมกระทืบฉัน แล้วกลัวมีพยานมาเห็นหรือไงวะ”
ซูอวี่เก็บซ่อนความเย็นชาไว้อย่างมิดชิด ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถ้าอย่างนั้นก็ออกเดินทางเถอะ”
หางตาของหลิวอี้อี้กระตุกยิก ขนตายาวงอนสั่นไหวเบาๆ เธอยังคงตีหน้าซื่อตาใส “แหม~ คุณพี่ซูอวี่ใจร้อนจังเลยนะคะเนี่ย~ รีบไปก็รีบไปค่า~!”
ซูอวี่มองจริตจะก้านปลอมๆ นั่นแล้วรู้สึกปวดประสาทตุบๆ
“บัดซบเอ๊ย ไม่ใช่แค่ดัดเสียงจนน่าถีบ แต่สกิลตอแหลยังระ