อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนเป็นเพียงสิ่งที่หลงเหลือมาจากอสูรแห่งฝันร้ายที่ถูกสังหาร ไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิตจริงๆ มันมาจากความว่างเปล่าและบัดนี้ก็ได้กลับคืนสู่สภาวะความว่างเปล่านั้นแล้ว
ทว่า ปีศาจกระดองไม่ได้สนใจการแสดงแสงสีที่คาดไม่ถึงนั้นเลย แต่มันกลับจ้องเขม็งไปยังจุดหนึ่งบนพื้นดิน
ที่ตรงนั้น เงาสวมร่างมนุษย์ที่โดดเดี่ยวหยุดนิ่งด้วยความสับสน ไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไร เมื่อร่างของเสียงสะท้อน—และรวมถึงเงาที่กว้างใหญ่ของมัน—หายไป เงาของมนุษย์ก็ถูกเปิดเผยออกมาทันทีและไม่มีที่ให้ซ่อนอีกต่อไป
‘ฉิบหายแล้ว!’
เจ้าปีศาจเอียงคอ จากนั้นก็เคลื่อนไหวด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ใช้เคียวแทงทะลุเงาตัวนั้น
ซันนี่สะดุ้งเกร็ง เตรียมใจรับความเจ็บปวดที่อาจจะแล่นเข้ามา…
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เงาตัวนั้นที่ยกมือขึ้นด้วยความตกใจ ก้มลงมองใบมีดมหึมาที่โผล่ออกมาจากหน้าอกของตัวเองแล้วก็เกาศีรษะ
มันไม่เป็นอะไรเลย
ก็นะ… มันก็แค่เงานี่นา คนเราต้องมีร่างกายถึงจะได้รับผลกระทบจากการโจมตีแบบนั้น
‘เออเนอะ แล้วฉันคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นล่ะนั่น?’
ขณะเดียวกัน เจ้าปีศาจจ้องมองเงาที่ทำท่าทางไม่ทุกข์ร้อนนั่น แสงสีแดงก่ำที่น่าหวาดหวั่นในดวงตาของมันลุกโชนสว่างขึ้น
ซันนี่เข้าใกล้ลำต้นของต้นไม้มากขึ้น โดยมีอะดรีนาลีนช่วยขับเคลื่อนชั่วคราว ไม่อย่างนั้นเขาคงจะเป็นลมจากความเหนื่อยล้าไปนานแล้ว
‘อีก… นิด… เดียว!’