ในขณะที่เขากำลังพยายามคิดลูกไม้เพื่อช่วยชีวิตพวกเขาอย่างไร้ผล เนฟิสก็หันหัวกลับมามองเขาด้วยความสงสัย
“มัวรออะไรอยู่ล่ะ? วิ่งสิ!”
ขณะที่พวกเขาพุ่งไปข้างหน้า หยดฝนที่หนักอึ้งก็เริ่มตกกระทบพื้น ลมแรงกรรโชกอยู่ระหว่างใบปะการัง ส่งเศษโคลนและสาหร่ายปลิวว่อน เมื่อเมฆพายุรวมตัวกันบนท้องฟ้า แสงแดดก็สลัวลง และพลบค่ำที่เหน็บหนาวก็เข้าปกคลุมเขาวงกต
ซันนี่วิ่งอย่างสุดชีวิตราวกับว่าชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับมัน—ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เขานำกลุ่มเล็กๆ นี้ไป โดยเลือกเส้นทางที่ตรงที่สุดไปยังหน้าผาด้วยความช่วยเหลือของเงา เนฟิสตามหลังเขามาหนึ่งก้าว ส่วนนักเก็บกวาดที่แบกแคสซี่กำลังย่ำโคลนด้วยขาแปดข้างตามมาข้างหลัง
เมื่อไม่ต้องคอยหลบเลี่ยงพวกมอนสเตอร์และความตายที่จ่อคอหอย พวกเขาก็เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง ทางเดินแยกและกำแพงสีแดงเข้มพุ่งผ่านพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องยั้งมือหรือออมแรงเพื่อการวิ่งระยะยาว—หากพวกเขาไปถึงหน้าผาช้าเพียงนาทีเดียว ชีวิตของพวกเขาก็จะจบสิ้นลง พวกเขาต้องทุ่มสุดตัว
ซันนี่เตรียมพร้อมที่จะต้องสู้รบอย่างดุเดือดตลอดทาง แต่ที่เขาประหลาดใจคือ ผู้อยู่อาศัยในเขาวงกตกลับไม่ได้สร้างปัญหาให้พวกเขามากนัก พวกนักเก็บกวาดดูจะตื่นตระหนกพอๆ กับพวกเขา สัตว์ร้ายร่างหนาต่างวุ่นอยู่กับการพยายามซ่อนตัวในเนินปะการังหรือขุดดินลงไปใต้ดิน