“มันจะฆ่าแกและฉันด้วยเหมือนกัน แค่ช้ากว่านิดหน่อย ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าพวกจักรวรรดิคิดอะไรอยู่ ถึงบังคับให้เรามาลุยความหนาวแบบนี้”
ชายเจ้าเล่ห์สูดลมหายใจแรง
“พูดแทนตัวเองไปเถอะไอ้โง่! ฉันวางแผนจะรอดชีวิตโว้ย!”
ซันนี่ส่ายหัวเงียบๆ และตั้งสมาธิกับการไม่ล้มอีก
‘ช่างเป็นคู่หูที่น่ารื่นรมย์จริงๆ’
ทันใดนั้น เสียงที่สามก็ร่วมวงสนทนามาจากที่ไกลออกไปข้างหลัง เสียงนี้ฟังดูอ่อนโยนและดูมีการศึกษา
“ปกติแล้วทางผ่านเขานี้จะอุ่นกว่านี้มากในช่วงเวลานี้ของปี พวกเราแค่โชคร้ายจริงๆ นอกจากนี้ ฉันอยากจะเตือนไม่ให้พวกนายทำร้ายเด็กคนนั้นนะ”
“ทำไมล่ะ?”
ซันนี่เอียงหูฟัง
“พวกนายไม่เห็นรอยประทับบนผิวเขาเหรอ? เขาไม่เหมือนพวกเราที่ตกเป็นทาสเพราะหนี้สิน ก่ออาชญากรรม หรือโชคร้าย เขาเกิดมาเพื่อเป็นทาส ทาสวิหารเพื่อความชัดเจนน่ะ เมื่อไม่นานมานี้ พวกจักรวรรดิเพิ่งทำลายวิหารแห่งสุดท้ายของเทพแห่งเงาลง ฉันสงสัยว่านั่นคือสาเหตุที่เด็กคนนี้มาลงเอยที่นี่”
ชายร่างกำยำเหลียวมองกลับมา
“แล้วไงล่ะ? ทำไมเราต้องกลัวเทพที่อ่อนแอและเกือบจะถูกลืมไปแล้วด้วย? แม้แต่วิหารของตัวเองยังรักษาไว้ไม่ได้เลย”
“จักรวรรดิถูกคุ้มครองโดยเทพแห่งสงครามผู้ยิ่งใหญ่ แน่นอนว่าพวกเขาไม่กลัวที่จะเผาวิวารทิ้งไปสักสองสามแห่งหรอก แต่พวกเราที่นี่ไม่มีใครหรืออะไรคุ้มครองเลยนะ พวกนายอยากเสี่ยงทำให้เทพกริ้วจริงๆ เหรอ?”