ห้ดี หากทำได้ดีเราจะพระราชทานให้รางวัลอย่างงาม”
“ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณพะยะค่ะ”
ยามคนได้พบเรื่องน่ายินดี จิตใจก็จะแจ่มใส เมื่อได้รับรู้เรื่องนี้แล้ว ฮ่องเต้ก็พลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันที ต่อจากนั้นเขาก็มองไปยังขุนนางที่เหลือที่จะถวายฎีกา ยามนี้ฮ่องเต้ทรงมีท่าทีว่าแม้จะมีเรื่องไม่ดีบ้างก็ยอมรับได้ เพราะฎีกาเรื่องแรกที่ถูกนำมาถวายนั้นสามารถนำผลประโยชน์มาสู่แคว้นต้าเฉียนได้มากมาย อาจกล่าวได้ว่าเทียบเท่ากับการได้ดินแดนใหม่เลยทีเดียว ฮ่องเต้มองไปยังขุนนางที่เหลือแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้ามีเรื่องอะไรจะรายงานก็รีบวามาเถิด”
จากนั้นก็มีขุนนางผู้หนึ่งก้าวออกมา
“ฝ่าบาทยังทรงจำหมู่เกาะที่อยู่นอกมณฑลจี๋โจวได้หรือไม่พะยะค่ะ”
อ๋อ! หมู่เกาะ! ทันใดนั้นสีหน้าของฮ่องเต้ก็พลันดูไม่สู้ดีนัก จี๋โจวเป็นหนึ่งในหกมณฑลของต้าเฉียนที่ไม่ใช่ตงโจว เนื่องด้วยภูมิประเทศของจี๋โจวมีลักษณะคล้ายกับปีกคู่ที่ประกับกัน จึงถูกเรียกว่าจี๋โจว จี๋โจวมีความแตกต่างจากมณฑลอื่น ๆ ของต้าเฉียนอยู่อย่างหนึ่ง มันตั้งอยู่ในเขตชายฝั่งทะเล นอกจากจะมีพื้นที่บนบกกว้างใหญ่แล้ว ยังมีอาณาเขตทางทะเลอันกว้างไกลอีกด้วย อันที่จริงแล้วหากพิจารณาตามสภาพภูมิประเทศ จี๋โจวควรจะเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองเป็นอันดับสองรองจากตงโจว ท้ายที่สุดแล้วอวิ๋นโจวที่มีพรมแดนติดกับเป่ยหมานก็เกิดสงครามอยู่บ่อยครั้ง ดินแดนทางใต้ก่อนหน้านี้ก็เคยมีสำนักต่าง ๆ จา