วนอกจากการทำให้เมืองพินาศที่กระหม่อมได้กราบทูลไปก่อนหน้านี้ ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่อาจเป็นโอกาสให้ฝ่าบาทได้”
ฮ่องเต้พลันชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อได้สติก็ถามว่า “เจ้าหมายถึงคัมภีร์เรียกมังกรนี้หรือ?”
“พะยะค่ะ”
“แล้วเหตุใด…”
“เพราะคัมภีร์เรียกมังกรนี้ทำร้ายทั้งผู้อื่นและตนเองพะยะค่ะ”
“ทำร้ายทั้งผู้อื่นและตนเอง?”
“พะยะค่ะ” ไป๋อวิ๋นเปียนพยักหน้าพลางอธิบายว่า “อันที่จริงแล้วคัมภีร์เรียกมังกรยังมีอีกชื่อหนึ่ง”
“มันมีชื่อว่า ‘วิชากลืนมังกร’ พะยะค่ะ”
“และผู้ที่ไม่ใช่ราชวงศ์จะไม่สามารถฝึกฝนได้ การกลืนมังกรก็คือการกลืนพลังมังกร”
“หากฝ่าบาทต้องการฝึกฝนวิชากลืนมังกร จำเป็นต้องใช้พลังมังกรของพระองค์เองไปกลืนกินพลังมังกรของเชื้อพระวงศ์คนอื่น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮ่องเต้ก็หรี่ตาลง “แล้วเชื้อพระวงศ์ที่ถูกกลืนพลังมังกรจะเป็นอย่างไร?”
“ต้องตายพะยะค่ะ!”
ทันใดนั้น ฮ่องเต้ก็พลันทุบโต๊ะตรงหน้าอย่างแรง ในดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนพระองค์จะพูดด้วยน้ำเสียงแค้นเคือง “ตาเฒ่านั้นคิดว่าเราเป็นคนแบบไหนกัน”
กลืนกินพลังมังกรของเชื้อพระวงศ์ นั่นก็เท่ากับให้พระองค์สังหารญาติพี่น้องร่วมสายเลือดของตัวเอง
บางสิ่งก็ไม่ควรเริ่มทำเป็นอันขาด หากพระองค์กล้าลงมือสังหารคนแรก เรื่องที่ตามมาย่อมไม่อาจหยุดยั้งได้ ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาโกรธมากที่สุดกลับไม่ใช่การกระทำของจวนอัครเสนาบดี อันที่จริงแล้วในแง่หนึ่งวิชากลืนมังกรที่จวน