หลี่เต้ามองดูคนหามเกี้ยวทั้งสี่คน และพบว่าพวกเขาไม่ใช่คนที่มีชีวิต แต่เป็นเหมือนหุ่นชนิดหนึ่ง เนื่องจากเคยมีความเกี่ยวข้องกับสำนักปราบสวรรค์ เขาจึงสามารถสังเกตเห็นร่องรอยของวิชาเต้าได้บ้าง อีกด้านหนึ่งผู้ที่อยู่ในเกี้ยวก็จ้องมองหลี่เต้าและกองทัพหมาป่าผู่ถูอยู่ครู่หนึ่ง
“ช่างเป็นกองทัพที่ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก เหตุใดก่อนหน้านี้ข้าจึงไม่เคยพบเห็น”
ทั้งสองฝ่ายต่างเดินสวนกันผ่านไปเพียงชั่วครู่ อีกทั้งยังเป็นคนแปลกหน้า จึงไม่อาจสนใจกันมากไปกว่านี้
ภายในวังหลวง จ้าวคังและจ้าวหย่งมองส่งหลี่เต้าและกองทัพหมาป่าผู่ถูจนหายลับไปที่ประตูวังหลวง จากนั้นพวกเขาก็เตรียมจะแยกย้ายกันกลับ ทว่าพวกเขาก็เห็นเกี้ยวหลังนั้นเช่นกัน
“นี่มัน…”
จ้าวหย่งครุ่นคิดครู่หนึ่งแต่ก็จำไม่ได้ ทันใดนั้นจ้าวคังก็มีสีหน้าเหมือนนึกออกขึ้นมา “นี่คือผู้ที่อยู่ในสำนักโหรหลวง”
สำนักโหรหลวง?
จ้าวหย่งจึงนึกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“ทำไมจู่ ๆ ท่านผู้นี้ถึงได้ออกมาจากสำนักโหรหลวง”
“ใครจะไปรู้เล่า”
เมื่อเห็นเกี้ยวใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จ้าวคังก็เอ่ยขึ้น “พอเถอะ พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อเห็นแล้วก็ต้องไปทักทายสักหน่อย”
หากเป็นขุนนางทั่วไปพวกเขาทั้งสองคนก็คงจะจากไปได้เลย แต่หากเป็นผู้ที่มาจากสำนักโหรหลวง พวกเขาจะจากไปทั้งอย่างนั้นเลยไม่ได้ แม้สำนักโหรหลวงจะมีตำแหน่งไม่สูงนัก แต่ก็เป็นหน่วยงานที่มีความพิเศษเฉพาะ ขนาดว่าพว