รกับนาง”
หลังจากฟังคำพูดของผู้อาวุโสซู่วจบ หยางเหยียนก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “เจ้านักบวชนอกรีตนี่ทำไมถึงได้มีน้ำใจมาอธิบายมากมายเช่นนี้ แล้วก่อนหน้านี้พวกเจ้าก็เป็นพวกเดียวกันทั้งนั้น ดังนั้นเจ้ามีแผนการอันใดแอบแฝงหรือไม่?”
“ข้าไม่กล้า” ผู้อาวุโสซู่วรีบกล่าว “ชีวิตของข้าน้อยอยู่ในมือของพวกท่านแล้วจะกล้ามีแผนการใดได้ หากจำเป็นต้องบอกเหตุผลก็คือข้าน้อยทนไม่ได้กับท่าทีของนางที่ดูถูกพวกเราซึ่งเป็นผู้ฝึกฝนสายนอกรีต ถือตัวว่าเป็นสายหลักก็เชิดหน้าชูตา หากพวกเขาเก่งกาจจริง เหตุใดตอนแรกจึงต้องชักชวนข้าน้อยด้วย สรุปคือนอกจากข้าน้อยอยากจะมีชีวิตรอดแล้ว ยังอยากเห็นสภาพของนางตอนที่ตกจากที่สูงด้วย”
หญิงในชุดนักบวชพูดอย่างเย็นชาว่า “คนสายนอกรีต ไม่มีที่ยืนบนเวทีให้เจ้าหรอก”
ผู้อาวุโสซู่วเองก็หมดอารมณ์จะมาสงวนท่าที เขาจึงชูนิ้วกลางขึ้นทันทีเพื่อแสดงความเหยียดหยามหญิงในชุดนักบวช
“……”
ในตอนนั้นเอง หลี่เต้าพลันพูดขึ้นว่า “ใช้วิชาลับของเจ้ากับข้าเถิด”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ผู้อาวุโสซู่วก็แสดงสีหน้าตกตะลึงออกมา ก่อนจะเอ่ยปากอธิบายว่า “อันที่จริงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนมากนัก ดูจากสภาพของนางแล้ว การจะกลืนกลายอีกตัวตนหนึ่งให้สมบูรณ์นั้นคงต้องใช้เวลาอีกหลายวัน ท่านสามารถตามหาผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิญญาณมาก่อนได้”
หลี่เต้าส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก ข้าไม่วางใจให้คนอื่นมาทำ”
ผู้อาวุโสซู่ว “หรือท่านจะลองพิจารณาอีกครั้ง หาก