ิดขึ้นนั้น เหตุการณ์ต่อมากลับทำให้พวกเขาตะลึง เพราะเห็นว่าในตอนแรกนั้น สายตาของหมาป่ายักษ์ได้เผยความดุร้ายออกมาก่อน และมีท่าทีเหมือนกำลังจะลงมือ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หลังจากยื่นจมูกดมกลิ่นแล้ว ดวงตาดุดันของมันก็ฉายแววสงสัย หลังจากความสงสัย เสี่ยวเฮยก็ดมกลิ่นอย่างตั้งอกตั้งใจมากขึ้น กระแสลมที่เกิดขึ้นทำให้เสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์หัวเราะคิกคักขึ้นมา
หลังจากนั้นไม่นาน ความรู้สึกหงุดหงิดบนตัวเสี่ยวเฮยก็จางหายไป มันไม่ได้มีการเคลื่อนไหวใดๆ เพียงแค่สั่นตัวเล็กน้อยแล้วก็นอนลงอย่างเงียบๆ ปล่อยให้เสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์วุ่นวายอยู่ตรงหน้ามัน มีเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่เหม่อลอย ไม่รู้ว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่
ส่วนเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์นั้น นางเล่นกับจมูกของมันสักพักแต่ก็รู้สึกว่ายังไม่พอ จากนั้นจึงปีนขึ้นไปตามหัวอันใหญ่โตของเสี่ยวเฮย ไม่นานก็สามารถปีนขึ้นไปถึงบนหัวของเสี่ยวเฮยได้ อาจเป็นเพราะรู้สึกคัน หูใหญ่ๆ ของเสี่ยวเฮยจึงสั่นไหวเล็กน้อย ในชั่วขณะนั้นเองเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์ก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที แล้วเข้าไปเล่นกับหูของมันอย่างสนุกสนาน
จะทำอย่างไรดี? เมื่อกลุ่มคนที่ควรจะดูแลเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์เห็นภาพนี้แล้ว พวกเขาก็พลันไม่รู้จะทำอย่างไร
“หมาป่ายักษ์ตัวนั้นดูจะไม่ดุร้ายเท่าไร ข้าจะลองดู” มีคนอาสาก้าวออกมา แต่เมื่อคนผู้นั้นเข้าใกล้เสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์ในระยะสามจั้ง ดวงตาที่เคยสงบนิ่งของเสี่ยวเฮยก็เงยขึ้นมาในชั่วพริบตา
ผู้ที