เถียซานเหนียงกล่าว
“ฝ่าบาททรงล้อเล่นแล้ว ตระกูลเถียทั้งหมดล้วนเป็นของตาเฉียน และตาเฉียนก็เป็นของฝ่าบาท”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮองเต้พลันชะงักไปครู่หนึ่ง หลังจากได้สติกลับมาแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ
“สาวน้อยผู้นี้พูดจาได้คล่องแคล่วดีจริง”
“จ้าวจง”
“พะยะค่ะ”
“จัดที่นั่งข้างหมิงเยวให้นาง”
ไม่นานหลังจากนั้น เถียซานเหนียงก็ได้นั่งลงข้างๆ องค์หญิงหมิงเยว หลังจากนั่งลงแล้ว เถียซานเหนียงเอียงหน้าเข้ามาถาม
“หมิงเยว เจ้ารีบร้อนเรียกข้ากลับมายังเมืองหลวง บอกว่าจะให้ความประหลาดใจแก่ข้า แล้วความประหลาดใจนั้นอยู่ที่ไหน?”
เมื่อได้ยินดังนั้น องค์หญิงหมิงเยวก็หัวเราะเบาๆ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าวันนี้จะทำอะไร?”
เถียซานเหนียงส่ายหน้า นางเพิ่งรีบเร่งเดินทางมาจากนอกเมืองหลวงตามคำเชิญขององค์หญิงหมิงเยว
เมื่อเห็นดังนั้น องค์หญิงหมิงเยวจึงเข้าไปกระซิบข้างหูนางเบาๆ เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
สีหน้าของเถียซานเหนียงที่เดิมดูสงบนิ่งพลันเปลี่ยนไปในทันที นางรีบหันมาถาม
“พูดความจริงหรือ?”
“ข้าไม่โกหกเจ้าหรอก รอสักครู่เจ้าก็จะรู้เอง”
ทันใดนั้น องค์หญิงหมิงเยวก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงเอ่ยว่า
“พอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว คราวนี่อาจจะมีคนที่มุ่งเป้ามายังพี่ใหญ่หลี่ของเจ้า เจ้าไม่มีอะไรจะพูดเลยหรือ?”
หลังจากสงบอารมณลงแล้ว เถียซานเหนียงค่อยๆ ส่ายหน้าตอบอย่างจริงจัง
“ไม่มีอะไรจะพูดหรอก ข้าแค่อยากบอกว่าคราวนี้พวกเขาเลือกคู่ต่อสู้ผิ