างล้วนเป็นสิ่งที่พวกเราได้เห็นกับตา บัญชีทั้งหลายของดินแดนทางใต้ก็เป็นท่านที่ให้พวกเราดู”
หลี่เตาแย้มยิ้มบางกล่าวว่า
“ท่านทั้งสาม บางครั้งการดูเพียงบัญชีก็ไม่อาจเห็นอะไรได้”
ฮัวอวิ๋นแค่นเสียงเย็นชา
“ไม่ดูพวกนั้นแล้วจะให้ดูอะไร? ดูเมืองเทียนหนานที่ยอยยับหรือ?”
“พอแล้ว!”
เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังจะทะเลาะกัน ฮองเต้ก็เอ่ยปากขัดจังหวะขึ้นมาทันที หลี่เตายังคงมีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงและหยุดพูด ส่วนอีกสามคนรีบโค้งคำนับทันที
เมื่อเห็นว่าทุกคนสงบลงแล้ว ฮองเต้จึงมองไปที่หลี่เตาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“อู่อันป๋อ เราขอยืนยันกับเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าแน่ใจหรือว่าฎีกาที่เจ้ายื่นมานั้นไม่มีปัญหาใดๆ เลย? หากเจ้ายอมรับ ถึงแม้จะมีปัญหา แต่ตราบใดที่มันไม่ร้ายแรงเกินไป เราจะนึกถึงว่าเจ้าเพิ่งเข้าสู่ราชสำนักและจะยกเว้นความผิดส่วนนี้ให้เจ้า”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ซุนเชียนและคนอื่นๆ ก็เริ่มรู้สึกนั่งไม่ติด นี่มันชัดเจนว่าเป็นการเข้าข้างกัน แทบจะเหมือนการชี้ไปที่จมูกของหลี่เตาแล้วบอกตรงๆ ว่า หากทำผิดก็ยอมรับเสียแล้วเราจะรับผิดชอบให้เอง
ซุนเชียนประสานมือคำนับ
“ฝ่าบาท…”
ฮองเต้โบกมือปัด
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ให้อู่อันป๋อพูด”
ซุนเชียน “…”
หลี่เตาไม่ใช่คนโง่ เขาเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของฮองเต้ เขาจึงประสานมือคำนับและกล่าวว่า
“ขอบพระทัยฝ่าบาทสำหรับความเมตตา แต่ทุกสิ่งที่กระหม่อมเขียนในฎีกานั้นล้วนแต่เป็น