้าเป็นห่วงพี่หลี่ของเจ้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
หากเป็นเมื่อก่อน ปี๋โหยวเอ๋อร์คงหน้าแดงไม่รู้จะทำอย่างไรกับคำพูดน่าอายจากคุณหนูของตนเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเวลาผ่านไปหลายปี คนเติบโตขึ้นแล้วจิตใจก็เติบโตขึ้นตามไปด้วยหรือไม่ ดังนั้นเมื่อเผชิญกับการหยอกล้อของเถียซานเหนียง นางจึงสามารถโต้กลับได้อย่างเด็ดขาด
“คุณหนูก็เหมือนกันนั่นแหละเจ้าคะ”
“คุณหนูของเจ้าเหมือนเจ้าตรงไหนกัน”
“คุณหนูเจ้าคะ แต่ก่อนท่านสนใจเรื่องของตระกูลเถียมาก แต่หลังท่านกลับมาจากดินแดนทางใต้ ท่านก็ยุ่งวุ่นวายอยู่แต่กับธุรกิจของพี่หลี่แทบทั้งหมด”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เถียซานเหนียงก็ถึงกับพูดไม่ออกในทันที
ปี๋โหยวเอ๋อร์รีบเอ่ยต่อ
“แล้วอีกอย่าง เมื่อคืนก่อนไม่รู้ว่าใครกันที่ละเมอพูดชื่อพี่หลี่ออกมาในตอนดึก”
คำพูดนี้ทำให้แม้แต่เถียซานเหนียง ผู้ที่ผ่านการค้าขายมาหลายปีจนหน้าด้านแล้ว ก็ยังมีสีแดงระเรื่อแห่งความอายปรากฏขึ้นมา แต่นางยังคงดื้อดึงปฏิเสธว่า
“เจ้าได้ยินผิดแล้ว”
ปี๋โหยวเอ๋อร์รู้ว่าไม่ควรพูดมากเกินไป แต่ในดวงตากลับเผยความยินดีแห่งชัยชนะออกมา ผ่านไปครู่หนึ่ง เถียซานเหนียงค่อยๆ สงบลง
“เจ้าเด็กน้อย ยังอยากแก้แค้นให้พี่หลี่ของเจ้าอยู่หรือไม่?”
“อยากสิเจ้าคะ!”
“ถ้าอยาก เจ้าจงส่งคนออกไปสืบข่าวข้างนอก จดชื่อคนที่แพร่ข่าวลือพวกนั้นไว้ หลายปีมานี้มีคนมากมายที่เกาะตระกูลเถียกินเลือดกินเนื้อ ถึงเวลาที่ต้องจัดการพวกมันบ้างแล้ว”