ได้ยินคำนี้ จิตสำนึกของเจียงเสวียนเจินก็ตื่นขึ้นทันตา เขาเบิกตากว้างถามด้วยเสียงสั่นว่า “พวกเจ้ามีความสัมพันธ์ใดกับมรรคาจารย์กัน?” เทพกระบี่ตอบว่า “เป็นผู้ฝึกยุทธที่ฝึกวิชากับมรรคาจารย์เท่านั้นเอง”
เจียงเสวียนเจินได้ยินคำตอบเช่นนี้ ก็มีอารมณ์มากมายถาโถมขึ้นมา ทั้งน้อยเนื้อต่ำใจ อับอาย ขุ่นเคือง ตื่นเต้นยินดี และอีกมากมายหลากหลายอารมณ์รวมอยู่ด้วยกัน ผสมปนเปกันไปหมด “แล้วจากนี้… เราจะได้พบกับ… มรรคาจารย์หรือไม่?” เจียงเสวียนเจินถามอย่างระมัดระวัง กลัวว่านี่จะเป็นเพียงภาพฝัน
เทพกระบี่ตอบว่า “มรรคาจารย์ปิดด่านมาหลายปีแล้ว เมื่อใดจะได้พบท่าน ข้าเองก็ไม่อาจบอกได้ชัดเจน”
“ปิดด่านรึ?” เจียงเสวียนเจินเข้าใจขึ้นมาทันใด มิน่าเล่าบรรพบุรุษจึงไม่ได้ออกมาลงมือ ที่แท้เพราะกำลังยุ่งอยู่กับการปิดด่าน ผู้แข็งแกร่งเช่นมรรคาจารย์ หลังจากปิดด่านแล้วจะแข็งแกร่งขึ้นอีกเท่าใดกัน? เขาไมอาจจินตนาการได้เลย แต่เขาตระหนักได้ข้อหนึ่ง นั่นก็คือในที่สุดชีวิตที่สิ้นหวังของเขาก็จะได้พบกับจุดเปลี่ยนเสียที เพียงแต่เมื่อเขาได้พบกับมรรคาจารย์แล้ว เขาควรจะทำเช่นใด? เจียงเสวียนเจินใจคอสับสนไปหมด เริ่มย้อนนึกถึงครึ่งชีวิตที่ผ่านมาของตนเอง
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!!
แสงสีทองสว่างไปทั่วพิภพ แสงสีทองสายยาวนับไม่ถ้วนเป็นดังพายุฝน ราวกับสาดเทจากอ่างลงมาระเบิดผืนแผ่นดินอันไร้ขอบเขต นักรบเผ่าเฉียงเหลียงถูกสังหารไปตนแล้วตนเล่า เ