เมื่อได้ยินถ้อยคำของเจียงเสวียนเจิน ผู้คนในลานต่างพากันหันไปมองเขา สายตาของจีอูจวินเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม ส่วนคนอื่นๆ ล้วนตะลึงลาน
“นายท่านของข้าเป็นถึงท่านเซียน จะเป็นโอรสสวรรค์ได้อย่างไร” ไปฉีกล่าวเสียงดัง
เจียงเทียนมิ่งจ้องเจียงเสวียนเจิน สงสัยสถานะของเขา “โอรสสวรรค์ เจ้าเสียขวัญแล้วหรือ”
“สละราชบัลลังก์ก็ดีเหมือนกัน หลายปีมานี้โอรสสวรรค์ต้าจิ่งไม่เอาไหนจริงๆ”
“จะว่าไปก็ไม่แปลก ตั้งแต่โบราณมาภายในราชอาณาจักร โอรสสวรรค์ส่วนมากก็มีแต่กษัตริย์โฉดเขลา กษัตริย์ไร้ปัญญา จะมีกษัตริย์ปรีชา กษัตริย์ปัญญาเลิศล้ำหลายคนได้อย่างไร”
“ข้าว่าจะไปโทษพวกเขาก็ใช่ที่ โอรสสวรรค์เหยียนอู โอรสสวรรค์ติ้งเหอ หรือแม้แต่หงจงก็ล้วนมีความมุ่งมั่น แต่เหตุการณ์คับขันเกินไป คนที่ตำหนิได้ก็มีเพียงอันจง เขานั่นแหละไร้ค่าจริงๆ”
ระหว่างที่ทุกคนกำลังถกเถียงกัน เจียงเสวียนเจินยังคงก้มหน้ากราบแนบพื้น เลือดไหลซึมออกจากหน้าผาก ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงหนึ่งก็ดังออกมาจากภายในอาราม
“เข้ามาเถิด”
ประตูอารามเปิดออก
เจียงเสวียนเจินเงยหน้าขึ้น น้ำตายังไม่แห้ง พอมองไปยังอารามกลับรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา หัวเขาราวกับมีรากฝังแน่น ยากจะยืนขึ้น
“เจ้าหนู ยังมัวชักช้าอะไรอยู่ มีอะไรในใจก็รีบเข้าไปพูดกับบรรพบุรุษของเจ้าสิ” เทพกระบี่ตบไหล่เจียงเสวียนเจินเบาๆ เอ่ยเร่งเร้า
เจียงเสวียนเจินได้สติ รีบลุกขึ้นเดินสั่นๆ เข้าไปในตำหนักเมฆาม่วง ประตูก็ค