่อยๆ ปิดลง ส่วนไปฉี เยี่ยสวินตี่ และคนอื่นๆ ก็เริ่มคุยกันต่อ อยากรู้ว่ามรรคาจารย์จะสนทนาอะไรกับเจียงเสวียนเจิน
เมื่อเข้ามาในอาราม เจียงเสวียนเจินพบว่าภายในกว้างใหญ่ราวกับวังหลวง สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างของเจียงฉางเซิง เจียงฉางเซิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง แสงเทพสุดขอบตะวันเจิดจ้าลอยเหนือศีรษะราวกับเป็นดวงอาทิตย์น้อย แสงเจิดจ้ายิ่งนักจนเจียงเสวียนเจินไม่อาจมองเห็นโฉมหน้าจริงๆ ของเขาได้
“เป็นท่านเซียนแน่นอน!” ในใจของเจียงเสวียนเจินพลันบังเกิดความคิดนี้ขึ้น เขารีบก้าวไปคุกเข่าต่อหน้าเจียงฉางเซิง โขกศีรษะสามครั้งเต็มแรง
“ท่านบรรพ… บรรพบุรุษ..” เจียงเสวียนเจินเอ่ยเสียงแผ่ว เขาเคยวาดฝันถึงการได้พบหน้าบรรพบุรุษมานับครั้งไม่ถ้วน แต่พอถึงเวลาจริงกลับพูดไม่ออก ดังสมองว่างเปล่า
บรรยากาศเงียบขรึม เจียงเสวียนเจินค่อยๆ สงบลง สติเริ่มคืนกลับ ตอนนี้เองเจียงฉางเซิงจึงเอ่ยปากขึ้นมา
“เจ้าคิดถี่ถ้วนแล้วหรือว่าต้องการให้ข้าทำสิ่งใด”
เจียงเสวียนเจินสูดลมหายใจลึก “ขอเชิญท่านบรรพบุรุษขึ้นครองราชย์เถิด!”
เขาเงยหน้าขึ้นมองเจียงฉางเซิง แววตาแน่วแน่ “โอรสสวรรค์ในประวัติศาสตร์ต่างล้วนพลาดพลั้ง ต้นตอปัญหาไม่ใช่ตระกูลใหญ่ หากแต่เป็นโชคชะตา เพราะโชคชะตาจำกัดอายุขัยของโอรสสวรรค์ จึงทำให้โอรสสวรรค์ไมอาจแข็งแกร่งขึ้นมาได้ ท่านคือเทพเซียนแน่นอนว่าจะไม่ถูกโชคชะตาจำกัดอายุขัย มีเพียงท่านเท่านั้นที่จะช่วยกอบกู้ต้