าจิ่งได้ขอรับ!”
เจียงฉางเซิงกล่าวอย่างสงบนิ่ง “ภายภาคหน้าเราจะแปรเปลี่ยนโชคชะตาของต้าจิ่ง ทำให้โชคชะตาไม่จำกัดอายุขัยของโอรสสวรรค์อีกต่อไป”
เจียงเสวียนเจินได้ฟังยิ่งตื่นเต้น “แต่นั่นก็ไร้ประโยชน์ ข้าและลูกหลานของข้ายากนักที่จะเป็นผู้แข็งแกร่งผู้เขย่าใต้หล้า ในสองร้อยปีหากมอบราชบัลลังก์ให้แก่อ๋องผู้ครองรัฐคนอื่น นั่นย่อมเป็นการฝ่าฝืนเจตจำนงของไทจง มีเพียงท่านครองราชย์เท่านั้นจึงจะเปลี่ยนแปลงต้าจิ่งได้อย่างแท้จริง”
“หากท่านเป็นโอรสสวรรค์ของต้าจิ่งที่ครองราชย์ได้นับร้อยปี ท่านก็จะคัดเลือกทายาทที่เติบโตขึ้นมาได้ เช่นนั้นก็จะไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนเจตจำนงของไทจง ข้าไมอาจเป็นโอรสสวรรค์ได้อีกแล้ว ข้าต้องรับผิดชอบต่อโลกที่ปั่นป่วนนี้ ต้องแบกรับความเคียดแค้นของราษฎรทั่วหล้า และข้าก็ไม่อยากเป็นโอรสสวรรค์อีกแล้ว ข้าไม่มีความสามารถเช่นนั้น”
กล่าวถึงตรงนี้ น้ำตาของเจียงเสวียนเจินก็ไหลออกมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่ เขานึกถึงเสด็จพ่อของตน นึกถึงเจียงเสวียนเหนียน
“เสด็จพี่ของข้า วางรากฐานให้ข้า ช่วยผลักดันให้ข้าเป็นอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ แต่ข้ากลับหุนหันพลันแล่นเกินไป… ทำให้เสด็จพี่ต้องตาย และยังพาตัวเองเข้าสู่ทางตัน แถมยังทำลายกำลังภายในของตนเองเสียสิ้น ท่านบรรพบุรุษ… ข้าช่างไม่เหมาะจะเป็นโอรสสวรรค์เลยจริงๆ ตั้งแต่เด็กข้าก็ไม่เคยคิดอยากเป็นโอรสสวรรค์…”
เจียงเสวียนเจินร้องไห้คร่ำครวญ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความ