รื่องที่พวกเขาจะปล่อยหลี่เต้าไปหรือไม่ต่างหาก
เขาเชื่อว่าวิชาของตระกูลซุนของเขาสามารถต่อกรกับหลี่เต้าได้ จึงไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดทั้งสิ้น
อีกด้านหนึ่ง ยิ่งหลี่เต้าถูกดูดพลังปราณโลหิตมากเท่าไร ก็ยิ่งใจเย็นมากขึ้นเท่านั้น
ภายนอกเขาดูหน้าตาเคร่งเครียด แต่ในใจกำลังมองดูคนทั้งสองที่ดูดพลังปราณโลหิตของเขาจนเกือบจะเข้าสู่สภาวะปีศาจอย่างเงียบ ๆ
ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังต่อสู้กันอยู่นั้น จางเมิ่งและคนอื่น ๆ ในกองทัพฝูถู รวมถึงพวกซุนเต๋อโหวต่างก็ขมวดคิ้วมองดู
พวกจางเมิ่งคิดว่าทำไมวันนี้หัวหน้าของพวกเขาถึงได้ชักช้าเช่นนี้
ส่วนซุนเต๋อโหวและคนอื่น ๆ มองไม่ออกถึงปัญหา เพียงแต่รู้สึกว่า จากที่เห็นภายนอก บรรพบุรุษทั้งสองของพวกเขากำลังฝืนทนอยู่
เนื่องจากทั้งสามคนต่างแสดงละครให้กันและกันดู เวลาในการต่อสู้จึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุด หลังจากการปะทะกันครั้งหนึ่ง ซุนซิวก็ถอนตัวออกจากสนามรบอย่างกะทันหัน
เมื่อเห็นภาพนี้ ซุนเฉิงก็ถอยหลังอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว
“เจ้า…”
ซุนเฉิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงคลื่นพลังมหาศาลที่ก่อตัวขึ้นรอบกายของซุนซิว ก่อนจะระเบิดออกมา
“ฮ่า ๆ ๆ!”
จากนั้นซุนซิวก็แหงนหน้าหัวเราะก้องฟ้า “ข้าได้ทะลวงถึงระดับปรมาจารย์ขั้นปลายแล้ว!”
พูดจบเขาก็มองไปทางหลี่เต้าด้วยสายตาเปี่ยมความภาคภูมิใจ
“ขอบคุณท่านผู้ว่าการมาก ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน ข้าคงไม่สามารถทะลวงขั้นได้เร็วเช่นนี้”
“ซุนซ