ื่น ๆ รอบข้างก็พากันเข้ามาดูเนื้อหาในประกาศด้วยความอยากรู้อยากเห็น
พอได้ดูก็ต้องตกตะลึงกับวิธีการใหม่นี้
ในที่สุด โจวเซิงที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องก็อดไม่ได้ที่จะก้าวเข้าไปดูสักหน่อย
และเพียงเขามองแค่ครั้งเดียว โจวเซิงก็เข้าใจความหมายของคำพูดที่หลี่เต้าเคยกล่าวไว้ว่า ‘การฆ่าคนก็เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง’
หากพูดถึงการฆ่าคน ถ้าพวกเขาเพียงแค่ประกาศความผิดของตระกูลซุน แล้วจับมาประหารเฉย ๆ
ความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นก็คงไม่มากนัก
เพราะความหวาดกลัวส่วนใหญ่แล้วนั้น เกิดจากสามัญชนที่รู้สึกตกใจกับการกระทำของจวนผู้ว่าการ
แต่ถ้าเป็นการพิจารณาคดีต่อหน้าสาธารณชนตามที่เขียนไว้ในกระดาษแผ่นนี้
นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องการให้ชาวเมืองเทียนหนานทั้งหมดดึงตระกูลซุนลงมาจากแท่นบูชา
นี่จะทำให้ชื่อเสียงทั้งหมดที่ตระกูลซุนสั่งสมมาหลายปีในเมืองเทียนหนาน ต้องพังทลายลงในชั่วพริบตา
หลังจากความประหลาดใจผ่านไป เสวียปิงและคนอื่น ๆ ก็พากันถือประกาศออกไป
ในห้องโถงใหญ่เหลือเพียงหลี่เต้ากับโจวเซิงสองคนเท่านั้น
เมื่อมองดูหลี่เต้าที่กำลังดื่มชาด้วยใบหน้าสงบนิ่ง โจวเซิงจึงเอ่ยเตือนว่า
“ท่านผู้ว่าการ หากท่านติดประกาศแบบนี้จริง ๆ เกรงว่าทางซุนเต๋อโหวจะทนไม่ไหวและลงมือเอานะ”
“ทนไม่ไหว?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็วางถ้วยชาลง แล้วยิ้มบางพลางกล่าวว่า
“นั่นก็ดีเลยสิ”
…
หลังจากได้รับประกาศมา พวกเสวียปิงก็จัดการให้คนคัดลอกประกาศทันที
ไม่นานน