าก แต่หากมองจากมุมของแผ่นดิน หากต้องการให้ต้าจิ่งไปได้ไกลและอยู่ได้นาน เสียสละรุ่นหนึ่งจะเป็นไรไป”
แม้จะโหดร้ายแต่ก็เป็นความจริง เฉินหลี่ไม่ใช่บัณฑิตหนุ่มเลือดร้อนคนเดิมอีกต่อไป
เขาเคยผ่านสนามรบ เคยไปอยู่ในหมู่ประชาชน เคยเผชิญการผลัดเปลี่ยนของโอรสสวรรค์มาหลายรัชสมัย และเคยถูกกดดันมาแล้ว เขารู้ดีว่าไม่มีทางเลือกใดจะสมบูรณ์พร้อมไปทุกด้าน
จีอู๋จวินกล่าวว่า “หากไม่เกิดความวุ่นวายภายใน ก็ไม่อาจชำระล้างโครงสร้างได้ แต่หากทั่วหล้าปั่นป่วน ก็ย่อมง่ายที่กษัตริย์ผู้ปรีชาจะถือกำเนิดขึ้น หากโชคชะตาของต้าจิ่งยังไม่สิ้น ย่อมต้องมีกษัตริย์ผู้ปรีชาถือกำเนิดขึ้นมา เช่นเดียวกับเมื่อครั้งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เกือบล่มสลาย ก็ยังมีคนตระกูลจีลุกขึ้นมานำพาอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์กลับคืนสู่ความรุ่งเรือง”
มู่หลิงลั่วหันไปมองเจียงฉางเซิง สงสัยว่าเขาคิดเห็นอย่างไร
เจียงฉางเซิงต่างจากคนอื่น เขาไม่ใช่แค่ผู้ปกป้องต้าจิ่ง แต่ยังเป็นบรรพบุรุษของราชวงศ์ เขาจะทนได้หรือ
เจียงฉางเซิงไม่ได้พูดอะไร ดื่มชาคนเดียวเงียบๆ
ไป๋ฉีถามอย่างตกใจว่า “จำเป็นต้องทำขนาดนั้นเลยหรือ นายท่านลงมือโดยตรง เปลี่ยนตระกูลขุนนางใหญ่และโอรสสวรรค์เสียเลยไม่ดีกว่าหรือ”
เฉินหลี่ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า
“หากแตะเพียงจุดเดียวก็จะกระเทือนไปทั้งร่าง เกี่ยวพันถึงผู้คนและผลประโยชน์มากมาย หากทำเช่นนั้นประชาชนจะหมดศรัทธาต่อมรรคาจารย์ จะใช้วิธีเข่นฆ่าไปตลอดได้อย่างไ