่ด้านข้างก็เอ่ยขึ้นว่า
“ขันทีจ้าว ท่านบอกจุดประสงค์การมาเถิด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จ้าวอี้ก็เผยสีหน้าเข้าใจแล้วหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าว
“ข้าผิดเอง เกือบลืมว่ายังมีเรื่องสำคัญต้องจัดการ”
เขาหยิบม้วนผ้าไหมสีทองออกมาจากอก
ในขณะที่นำราชโองการออกมา บรรยากาศรอบตัวจ้าวอี้เปลี่ยนไปทันที
เมื่อครู่ยังยิ้มแย้มสนทนากับทั้งสอง แต่ชั่วขณะถัดมากลับแผ่รัศมีกดดันออกมาจากร่าง
หากเป็นคนทั่วไปเจอสถานการณ์เช่นนี้คงแสดงสีหน้าไม่งาม แต่หลี่เต้ากับหยางหลินยังคงสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแค่คำนับตามมารยาท
จ้าวอี้คลี่ราชโองการ มองไปยังทั้งสองคนแล้วเริ่มอ่าน
“ด้วยโองการแห่งสวรรค์ ฮ่องเต้มีรับสั่งว่า ได้อ่านฎีกาแล้ว เรารู้สึกสะเทือนใจยิ่งนัก ครั้งนี้แม้ควรจะพิจารณาความดีความชอบ แต่การที่พวกเป่ยมหานกล้ามาท้าทาย ทำให้ราชสำนักโกรธแค้น ก็เป็นการทำลายศักดิ์ศรีต้าเฉียนของเรา จำเป็นต้องให้พวกมันได้รับบทเรียนอันเจ็บปวด ดังนั้น เราจึงออกราชโองการพิเศษ เคลื่อนพลจากเฟิงโจวมารวมตัวที่อวิ๋นโจว เพื่อจัดตั้งกองทัพปราบเป่ยมหานชุดใหม่”
จ้าวอี้หันไปมองหยางหลินแล้วกล่าวว่า
“ผู้บัญชาการกองทัพปราบเป่ยมหานชุดใหม่นี้จะให้หยางหลินเป็นผู้รับตำแหน่ง ตำแหน่งรองผู้บัญชาการควรเป็นของเสิ่นจง แต่เนื่องจากเขาบาดเจ็บสาหัสจึงต้องยกเลิก อนุญาตให้ติดตามกองทัพในฐานะที่ปรึกษา”
“ดังนั้นตำแหน่งรองผู้บัญชาการจะเป็นของ…”
พอพูดถึงตรงนี้ จ้าวอี้ก็หันไปมองห